องมาสิ ข้าฟังอยู่” เย่อวี๋หรานกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
กานอี้เซียนรู้สึกกระดากอาย รู้สึกว่าจังหวะที่ตัวเองปรากฏตัวมานี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก “จูต้าเหนียง ท่านมีเรื่องอะไรหรือไม่? หากไม่ใช่เช่นนั้น เหตุใดมืดค่ำเช่นนี้จึงยังไม่นอน แต่ออกมายืนอยู่ที่ลานบ้านมาตลอดเล่า?”
“เห็นได้ชัดว่าเจ้ามองข้ามานานแล้วจึงรู้ว่าข้ายืนอยู่ที่ลานบ้านมาตลอด…” เย่อวี๋หรานเน้นย้ำ
กานอี้เซียน “…”
สวรรค์! ข้าพูดผิดอีกแล้ว!
เหตุใดทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าจูต้าเหนียง เขาจึงเหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้?
“บอกมาเถอะ ใช่เรื่องเกี่ยวกับจูลิ่วหรือไม่?” เย่อวี๋หรานไม่คิดจะอ้อมค้อมกับเขาอีก จึงถามออกไปตามตรง
“หืม?” กานอี้เซียนตอบสนองออกมาทันที ‘จูลิ่ว’ ที่นางพูดถึงคือผู้ใดกัน
“จูลิ่ว จูซุ่นเจิ้ง” เย่อวี๋หรานถาม “ไม่ใช่ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ในยามนี้เพราะเขาหรือ?”
การอี้เซียนรีบจัดลำดับพวกลูกชายของจูต้าเหนียง ยามนั้นเองจึงได้รู้ว่า ‘จูลิ่ว’ ที่จูต้าเหนียงพูดถึงคือใคร
ตรงนี้ยิ่งยากเพราะตั้งแต่ลงมาที่โลกมนุษย์ เขาไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อน
“เอ่อ…” กานอี้เซียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ในฐานะที่เขาเป็นถู่ตี้เฉิน แม้แต่สถานการณ์ของคนในอาณาเขตตัวเองเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ เช่นนี้ก็เสียหน้าอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
เมื่อนึกเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องพูดถึงการแบ่งอำนาจหน้าที่ของ ‘ถู่ตี้เฉิน’
ถู่ตี้เฉินก็มีการแบ่ง ‘ระดับ’ ยิ่งระดับสูงมากเท่าไห