ากาศหนาวแบบนี้ จะรบกวนท่านมาด้วยตัวเองได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานมองจูเอ้อร์และหลิวซื่อด้วยสายตาคาดโทษ แล้วหันไปกล่าวกับหมอชาวบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “พวกเขาสองคนนี่ก็จริง ๆ ช่างไม่รู้ความนัก ในเมื่อรับปากเอาไว้แล้ว พวกเขาก็ควรมีสำนึกรู้ตัวไปหาท่านด้วยตนเองถึงจะถูก”
หมอชาวบ้านจะกล้าพยักหน้าได้อย่างไร จึงรีบยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ไม่ได้ไกลเท่าไหร่ เดินไม่นานก็ถึงแล้ว”
“ยังดีที่อยู่ใกล้ ถ้าไกลกว่านี้ ข้าต้องให้พวกเขาไปขอโทษท่านแล้ว เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วยังทำตัวเหมือนเด็กน้อย ต้องให้ท่านหมอมาน้อมเชิญถึงเรือนด้วยตัวเอง…”
เย่อวี๋หรานหันมาบอกให้หลิวซื่อนั่งลง
ต่อหน้าแม่สามี หลิวซื่อไม่กล้าเอาแต่ใจสักนิด เดินมานั่งลงอย่างว่าง่าย ไม่กล้าพูดจาสักคำ
หมอชาวบ้านเห็นอย่างนั้นก็คิดในใจ ‘ถ้าข้าร้ายกาจได้เท่าจูต้าเหนียงก็ดีสิ เวลาคนไข้อยู่ต่อหน้าข้าจะได้ทำตัวว่าง่ายกันทุกคน’
อย่าเห็นว่าคนเป็นหมอได้รับการนับหน้าถือตาในชนบท แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสะใภ้เยาว์วัยนิสัยดื้อด้านเหมือนหลิวซื่อ หรือเป็นคนที่รับมือยากเหมือนหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ถึงจะเป็นหมอก็รับมือไม่ไหว
บางครั้งสำหรับคนที่ไม่สนใจเหตุผลแล้ว เจ้าต้องไร้เหตุผลยิ่งกว่าพวกเขา
หมอชาวบ้านทาบนิ้วมือลงบนข้อมือของหลิวซื่อ จับชีพจรอย่างจริงจัง “รบกวนยื่นแขนอีกข้าง”
หลิวซื่อที่ก้มหน้าอยู่ลอบกลอกตา
ไม่เอาไหนจริง ๆ ยุ่งยากจะตายชั