าวต่อไปว่า “แต่ถ้าต่อไปไม่มีใครกล้าให้ลูกสาวแต่งเข้าหมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน ทำอย่างไรได้ น้องสามีข้าแต่งเข้ามาตั้งหลายปี รับใช้พ่อแม่สามีเสร็จก็มาปรนนิบัติสามี ก้มหน้าทำงานงก ๆ อยู่หลายปี คลอดลูกชายให้สกุลเฉียนสองคน ทุ่มเทแรงกายไปไม่น้อย แต่กลับถูกปลดโดยไร้เหตุผลเนี่ยนะ?”
“คลอดลูกชายออกมาแล้ว น่าเสียดายที่ต้องมาเลี้ยงลูกเพื่อคนอื่น ผู้หญิงทุกคนเมื่อออกเรือนแล้วก็ต้องคล้อยตามสามีไม่ใช่หรือ?”
“แต่จะคล้อยตามอย่างไรก็ไม่อาจแต่งให้คนเนรคุณ ทุ่มเทไปมากมายแต่ไม่ได้อะไรคืนมาสักอย่าง?”
……
คนทั้งหลายถึงกับใบ้กิน “…”
สมแล้วที่เป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ คำพูดนี้จะเฉียบแหลมเกินไปแล้ว!
แบบนี้ก็เท่ากับกำลังบอกว่า ใครให้ลูกสาวออกเรือนมาที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียนก็คือมาเพื่อเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้อื่น คลอดลูกให้ครอบครัวผู้อื่น พอใช้งานเสร็จก็โยนทิ้งน่ะสิ
ถ้าเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าออกเรือนมาที่นี่?!
ใครบางคนพลันร้อนใจ รีบเอ่ยกับผู้อาวุโสของตนเองว่า “ผู้อาวุโส แบบนี้ไม่ได้นะ ลูกชายข้าใกล้จะจัดงานมงคลแล้ว แต่เพราะเรื่องของเหล่าเฉียน ฝ่ายหญิงจึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จัดเสียที ถ้าเรื่องนี้ลือออกไปอีก งานมงคลนี้คงต้องล้มเลิกกลางคันแล้ว”
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโส เรื่องแบบนี้ไม่อาจปล่อยให้ลือออกไปเด็ดขาด ในหมู่บ้านมีเด็กหนุ่มหลายคนเลยนะ” คนอื่น ๆ ก็ช่วยพูดเช่นกัน
คนเราก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงเกี่ยวข้องกับผลประโ