าจะได้ใช้บั้นปลายชีวิตอย่างสงบมั่นคง
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูฟังจูเหล่าโถวพูดแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ ชั่วขณะนั้นพลันไม่รู้ว่าจะออกปากอีกครั้งอย่างไรดี
แต่ไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าจะถอดใจจากเรื่องนี้
ยามนี้ เมื่อผู้เฒ่าทั้งสองไม่เห็นครอบครัวของจูเอ้อร์เม่ยในกลุ่มคนที่กลับมา หัวใจก็แขวนค้างขึ้นมาอีกครา
……
จูต้ากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ไม่มีเจตนาอื่นแล้วหมายความว่าอย่างไรขอรับ? แม่ข้าเพิ่งออกมาจากคุก พวกท่านกลับไม่คิดจะเป็นห่วงเป็นใยสักนิด อ้าปากขึ้นก็ถามหาครอบครัวอาหญิงรอง ทำไมรึ พวกเขาถึงขั้นทำให้แม่ข้าต้องเข้าคุกแล้ว พวกข้ายังต้องพูดจาน่าฟัง หาข้าวหาน้ำมาปรนนิบัติอีก? พวกเขาจะไปตายที่ไหนแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกข้า?”
“เจ้าใหญ่ พูดจาแบบนี้ได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานตำหนิจูต้าทันที “ท่านปู่ท่านย่าเป็นผู้อาวุโส เจ้าควรพูดกับท่านปู่ท่านย่าแบบนี้รึ? รีบขอโทษพวกท่านเดี๋ยวนี้”
จูต้าไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เย่อวี๋หรานจึงตวัดสายตาเย็นชามองเขา
เขาคับข้องใจอย่างยิ่ง แต่ยังกล่าวกับผู้อาวุโสทั้งสองว่า “ขอโทษขอรับ”
เสียงไม่เบาไม่ดัง เย่อวี๋หรานไม่ได้ต่อความยาวอีก นางหันมากล่าวกับพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ เจ้าใหญ่แค่เป็นห่วงแม่อย่างข้าจึงพูดจาแข็งกระด้างไปบ้าง พวกท่านโปรดวางใจ ประเดี๋ยวข้าจะสั่งสอนเขาเอง มีใครพูดกับผู้อาวุโสแบบนี้บ้าง? ต่อให้ผู้อาวุโสทำไม่ถ