งไม่ได้หัวเราะออกมา เพียงกล่าวว่า “ข้าว่าเจ้าควรพอได้แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าถูกลูกชายในไส้ของตัวเองขายไป ยังจะเอาเวลาที่ไหนมาโมโหข้า?”
จูเอ้อร์เม่ย “…”
จริงด้วย เรื่องสำคัญตอนนี้คือเรื่องลูกชายคนโตของนางนี่นา?
นางหลงออกนอกประเด็นมาได้อย่างไรนะ?
“ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมองจากท่าทางก็ทราบว่าจูเอ้อร์เม่ยกำลังคิดอะไรอยู่ แต่นางไม่ได้ให้เวลาจูเอ้อร์เม่ยได้ครุ่นคิดจนกระจ่าง จึงได้กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “โกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งยังไม่ช่วยแก้ไขปัญหา แทนที่จะมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตรงนี้ โมโหจนตัวเองเป็นอะไรไปเสียก่อน คงได้สมใจคนเนรคุณสองคนนั้นพอดี มิสู้ระงับอารมณ์ กินข้าวให้หนำใจ รักษาร่างกายให้แข็งแรง แล้วไปแก้แค้นพวกเขา”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าคงใช้ไม่ได้จนถึงขั้นไม่มีปัญญาจะจัดการสองคนนั้นหรอกนะ?”
“จะพูดอย่างไร เจ้าก็เป็นผู้หญิงสกุลจู ตอนยังสาวเอาเรื่องขนาดนั้น แม้แต่ข้ายังกล้าขัดแย้งด้วย ถ้าเจ้าสู้พวกเขาไม่ได้ ข้าก็คงต้องดูถูกเจ้าแล้ว”
……
ไม่อย่างนั้น ถ้าจูเอ้อร์เม่ยสติแจ่มใสขบคิดจนเข้าใจ เย่อวี๋หรานอ้อมไปอ้อมมาเช่นนี้ก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ?
คนเราบางครั้งก็ต้องปลงให้ตก
ถ้าไม่มีเวลาพอจะให้อีกฝ่ายปลงตก ก็หาอะไรให้ทำเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ
รอจนทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว ทุกประการก็จะกลายเป็นอดีต
จูเอ้อร์เม่ยถูกเย่อวี๋หรานยั่วยุเช่นนี้ ไฉนเลยจะยอมรับความพ่ายแพ้ นางโอ้อวดว่าตนเองมีปัญญาจัดการคนเนรคุณสองคน