กในครอบครัว แต่ต้องดูว่าคนในครอบครัวเต็มใจจะสามัคคีกันหรือไม่ ยินดีเสียสละเพื่อกันและกันหรือเปล่า แม้จะเผชิญหน้าต่อความเป็นความตาย พวกเจ้าก็ไม่คิดจะทอดทิ้งกันและกัน เรื่องนี้ข้าขอชมเชยพวกเจ้า”
จูซื่อและจูอู่ขัดเขินอยู่บ้าง “ท่านแม่ ท่านพูดเรื่องนี้ทำไม? พวกข้าโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก ๆ เสียหน่อย…”
ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจทำเป็นไม่สนใจความยินดีในใจได้เลย
พวกเขาไม่ยอมรับหรอกนะว่าที่จริงแล้วพวกเขาชอบให้มารดาชมเชยตนเองยิ่งนัก เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับและถูกตั้งความหวัง
“ไม่ใช่เด็กแล้วจะทำไม? ต่อให้พวกเจ้ากลายเป็นปู่คนไปแล้ว พวกเจ้าก็ยังเป็นลูกข้าอยู่ดี ข้ายังพูดไม่ได้?” เย่อวี๋หรานยิ้ม
“พูดได้อยู่แล้วขอรับ จะตอนไหนท่านก็ยังเป็นแม่ของพวกข้า ท่านอยากพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น ข้าต้องฟังท่านอยู่แล้ว” จูอู่เป็นคนปากหวาน เขาตอบกลับทันที
“เจ้านี่นะ…” เย่อวี๋หรานถูกเย้าจนเบิกบานใจ
นี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไมนางมาอยู่โลกนี้นานเพียงนี้แล้วก็ยังตัดใจไปจากครอบครัวนี้ไม่ได้กระมัง
ตอนแรกนางอาจทำไปเพื่อความอยู่รอด กลัวว่าจะแสดงพิรุธให้คนจับได้ แต่หลังจากนั้น เมื่อนางได้คลุกคลีกับคนในครอบครัวนี้นานขึ้นเรื่อย ๆ นางก็ค้นพบมุมที่น่ารักของพวกเขาทีละน้อย
ในสายตาของเจ้าของร่างเดิม ลูกชายเหล่านี้ล้วนไร้ประโยชน์ แต่ในสายตาของเย่อวี๋หราน เพียงแค่ ‘ความกตัญญู’ ข้อนี้ก็เป็นข้อดีที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
ไม่