หลินซื่ออาจไม่คิดอะไรมาก แต่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายนั้นไม่ถูกต้อง ทำให้นางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่เข้าทีจึงรีบตามมา
“นี่ ท่านหยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
หลี่ซื่อได้ยินเสียงแล้วแต่ยังทำเป็นเดินหน้าไปอีกหลายก้าว
“หลี่ซื่อ ข้าบอกให้หยุด ไม่ได้ยินเรอะ…”
หลี่ซื่อหยุดฝีเท้าแล้วเก็บงำความรู้สึกบนใบหน้า นางหันกลับมาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเรียกใคร? เจ้ามีสิทธิ์เรียกข้าว่าหลี่ซื่อด้วยเรอะ?”
หลินซื่อสะอึก รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “พี่สะใภ้สี่ ท่านอย่าโมโหสิ ข้าร้อนใจนี่นา…”
นางวิ่งมาถึงตรงหน้าหลี่ซื่อ ทั้งยังคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ไม่ให้หนีไปได้
“เมื่อกี้ท่านพูดถึงข่าวลืออะไรนั่น หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้าพูดหรือ? ข้าพูดเสียที่ไหน…เจ้าได้ยินผิดแล้ว ข่าวลืออะไรกัน? ไอ้หยา ข้ายังมีงานต้องทำนะ…” ปากพูดเช่นนั้น แต่หลี่ซื่อก็ไม่ได้สะบัดมือหนี แต่ความลุกลี้ลุกลนบนใบหน้ากลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ
ยิ่งเป็นเช่นนี้ หลินซื่อยิ่งร้อนใจ “พี่สะใภ้สี่ ขอร้องท่านล่ะ ท่านพูดมาเถอะน่า ตกลงเป็นข่าวลืออะไรกันแน่? เกี่ยวกับข้าหรือน้องสาวข้าใช่ไหม?”
หลี่ซื่อปรายตามอง “นี่…ข้าก็บอกแล้วว่าเป็นข่าวลือ เจ้ายังจะถามไปทำไม? รู้แล้วเจ้าก็มีแต่จะไม่สบายใจ อีกอย่าง ข้ายังไม่แน่ใจเลยว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าบอกเจ้าแล้วเกิดไม่ใช่เรื่องจริงขึ้นมา เจ้ามาโทษข้า แล้วข้าจะทำอย่างไร?”
“ไม่ได้ ข้าไม่บอกเจ้าหรอก!” หลี่ซื่อทำท่ายืนกรานไม่ยอมบอก