้เวลาเท่าไหร่นั้น คงมีเพียงเวลาที่ทราบได้
ลมราตรีพัดผ่านมา แสงราตรีทอดยาวกว่าเดิม
เบื้องหลังหน้าต่างกรุกระดาษ ตะเกียงดวงหนึ่งส่องสว่าง
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่ตรงหน้าจูปาเม่ย รินน้ำอุ่นใส่จอกให้อีกฝ่าย
จูปาเม่ยใช้สองมือประคองจอกน้ำ ยังไม่ทันดื่ม น้ำตากลับไหลออกมาโดยไร้เสียง
น้ำตาแวววาวร่วงเผาะลงมาจากหางตา บอกเล่าความอัดอั้นในใจนาง
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งอยู่เป็นเพื่อนอย่างเงียบ ๆ
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหล่นริน ในที่สุดจูปาเม่ยก็อดกลั้นต่อไปไม่ไหว ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา
“ท่านแม่…”
นางโผเข้าหาอ้อมอกของเย่อวี๋หราน ร้องไห้พลางถามว่า “ท่านแม่ ทำไมเจ้าคะ ทำไมท่านพ่อถึงทำเรื่องแบบนั้น?”
“ข้าไม่เข้าใจ ท่านแม่ทำผิดอะไร ทำไมท่านพ่อถึงทำแบบนี้กับท่าน?”
“ท่านมีความสามารถถึงเพียงนี้ ทำไมเขายังกล้าทำแบบนั้นกับท่าน?”
“ฮือ ๆๆๆ…ผู้ชายในโลกเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดใช่ไหมเจ้าคะ?”
……
เย่อวี๋หรานโอบกอดอีกฝ่ายพลางทอดถอนใจ เฮ้อ…นางคิดว่าจูปาเม่ยยังเล็ก คิดไม่ถึงว่าจะอ่อนไหวเช่นนี้
ต้องเก็บกดมานานเพียงใดถึงได้ทุกข์ตรมเช่นนี้กัน?
ครั้นได้ยินคำถามของจูปาเม่ย เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนตอบ แต่รอจนอารมณ์อีกฝ่ายสงบลงบ้างแล้วค่อยพูด “เจ้าคงเสียใจแทนแม่กระมัง?”
“ข้า…ไม่รู้เจ้าค่ะ” ขอบตาของจูปาเม่ยยังคงแดงก่ำ นางซบอยู่บนร่างของเย่อวี๋หรานโดยไม่ขยับเขยื้อน
เย่อวี๋หรานลูบศีรษะจูปาเม่ยพลางถามว่า “แล้วเจ้าคิดว่าข้ามีส่ว