นผิดไหม?”
จูปาเม่ยลังเลอยู่บ้าง
หลายวันมานี้ นางเอาแต่คิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด
มารดาของนางทำอะไรผิดไปกันแน่ บิดาของนางถึงทำเรื่องแบบนั้น?
ใคร่ครวญอยู่หลายตลบ นางคิดได้ว่าคงเป็นเพราะท่านแม่ดุร้ายเกินไป!
เพราะแบบนี้ไม่ใช่หรือไร ใคร ๆ ในเชิงเขาไท่ตังจึงพากันเรียกท่านแม่ว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ และเรียกท่านพ่อว่า ‘คนขี้ขลาด’
และก็เพราะแบบนี้ใช่ไหม ท่านพ่อถึง…
“แต่ข้าคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด!” เย่อวี๋หรานพูด
“ท่านแม่…” จูปาเม่ยเงยหน้าขึ้น อ้าปากอยู่หลายครา แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
หลักการและเหตุผลพวกนั้น นางหาได้เข้าใจเท่ามารดา แต่ว่าเรื่องนี้…
“เจ้าคงคิดว่า ถ้าข้าไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วพ่อเจ้าจะนอกใจข้าได้อย่างไรใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมองตาจูปาเม่ย “ปาเม่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีคำกล่าวว่า คนตกเป็นเหยื่อเพราะมีตัวเองเป็นต้นเหตุ?”
จูปาเม่ยสั่นศีรษะอย่างซื่อ ๆ
“ความหมายก็คือ เมื่อมีคนตกเป็นเหยื่อ คนก็มักจะคิดกันว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับคนผู้นั้น แต่ไม่ไปเกิดขึ้นกับคนอื่น เป็นเพราะคนผู้นั้นทำอะไรผิดไปใช่ไหม? เจ้าดูสิ พ่อเจ้านอกใจ เจ้าก็คิดแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
จูปาเม่ยคิดในใจ ‘มีความหมายเช่นนี้เอง?’
แต่นางไม่เข้าใจว่ามารดาเอ่ยขึ้นมาเพราะเหตุใด
“แต่ความเป็นจริง เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าข้าจะทำผิดหรือไม่ เรื่องที่พ่อเจ้านอกใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว ดังนั้น