งไหนแล้ว? เรื่องแค่นี้ก็ทำได้ไม่ดี ต่อไปจะทำการใหญ่ได้อย่างไร?”
นายท่านผู้เฒ่าซุนตำหนิไปหลายประโยคแต่ก็จนใจ โง่แค่ไหนก็เป็นลูกชายของตนเอง ได้แต่อธิบายอย่างละเอียด
“สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา พวกเขาเป็นคนมีการศึกษา”
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว ลูกชายคนที่เจ็ดของสกุลจูเรียนเก่งยิ่ง อาจารย์เสินให้ความสำคัญยิ่งนัก”
……
ซุนโส่วเคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์เสินมาก่อน แม้จะไม่ใช่สำนักศึกษาใหญ่โตอะไร เป็นเพียงสถานศึกษาเอกชน ในสำนักมีลูกศิษย์เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เทียบสำนักศึกษาสกุลไป๋ไม่ได้เลยสักนิด
ทว่าอาจารย์เสินมีชื่อเสียงไม่เลวในหมู่พ่อค้าที่นี่
หากไม่ใช่เพราะเขาต้องส่งลูกชายคนเล็กไปเรียนที่สำนักศึกษาสกุลไป๋เพื่อสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เขาคงส่งลูกชายไปเรียนที่สำนักศึกษาสกุลเสินแทนแล้ว
เล็กกว่าก็จริง คนยังมีจำนวนน้อยกว่า แต่เขาสอนดีนี่นา
“เจ้ารู้ไหมว่าจูซุ่นเต๋อผู้นี้เข้าสำนักศึกษามานานเท่าไหร่แล้ว?” กล่าวถึงตรงนี้ นายท่านผู้เฒ่าซุนหยุดไปเล็กน้อยแล้วหันมาถามซุนโส่ว
ซุนโส่วส่ายศีรษะ
“หนึ่งปี”
ซุนโส่วมีสีหน้างงงวย “ดังนั้น?”
เรียนหนังสือเก่งหรือไม่ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเลยหรือ?
แบบนั้นก็ดูไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลยนี่นา
นายท่านผู้เฒ่าซุนจ้องตาอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “เขาเตรียมจะลงสนามสอบปีหน้า”
ซุนโส่วเบิกตากว้าง “ปีหน้า?! ท่านพ่อ ท่านล้อเล่นแล้วกระมัง ไวปานนี้…จะลงสอบจริง ๆ?”
นายท่านผู้เฒ่าซุนพยักหน้า แล้