ษะ ‘ปรมาจารย์กู่ฉิน’ นี้ล้ำค่าเพียงใด
ทว่าหลินจือไป๋รู้สึกว่าคุ้มค่า
เพราะเขาเชื่อว่าความสามารถ ‘เล่นกู่ฉินเป็น’ นี้ จะช่วยทำคะแนนให้เส้นทางสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ข้ามทวีปของเขาได้อย่างมหาศาล!
“คุณหลิน วันนี้จะบรรเลงบทเพลงไหนเหรอครับ?”
ปัญญาชนคนหนึ่งถามหลินจือไป๋ที่ยังนั่งนิ่งอยู่หน้ากู่ฉิน
หลินจือไป๋สัมผัสถึงทักษะกู่ฉินและความรู้อันมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว เขาเผยรอยยิ้มออกมา “ผมจะบรรเลงบทเพลงกู่ฉินที่เป็นผลงานออริจินัลส่วนตัวให้ทุกท่านฟังครับ ชื่อของมันคือ ‘เหมยสามครา’”
ผลงานออริจินัลส่วนตัวเหรอ?
เหมยสามครา?
ปัญญาชนในงานต่างถูกกระตุ้นความสนใจทันที ทุกคนคิดว่าหลินจือไป๋อาจจะรู้ตัวว่าทักษะและเทคนิคการบรรเลงกู่ฉินคงสู้เซี่ยซินอี้ไม่ได้ จึงตั้งใจจะใช้ความเป็นออริจินัลมาสร้างการยอมรับจากผู้คนแทน
ซึ่งนี่ก็เป็นขอบเขตที่หลินจือไป๋เชี่ยวชาญอยู่พอดี
เพราะตอนนี้หลินจือไป๋มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างยิ่งในวงการเพลงฉีโจว
ปรมาจารย์ด้านดนตรีที่แท้จริงแบบนี้ ในเมื่อเขากล่าวบอกว่าเป็นงานออริจินัล มันย่อมไม่มีทางแย่แน่นอน
แม้แต่เซี่ยซินอี้เองก็จับจ้องไปที่หลินจือไป๋ด้วยความสงสัยว่าเขาจะแต่งเพลงกู่ฉินออกมาเป็นอย่างไร ต้องรู้ก่อนว่า ปัญญาชนฉีโจวนั้นแม้จะไม่กล้าบอกว่าเล่นกู่ฉินเป็นทุกคน แต่อย่างน้อยส่วนใหญ่ก็ฟังเป็นและมีรสนิยมในการเสพสุนทรีย์ บทเพลงออริจินัลดาษดื่นทั่วไปย่อมไม่อาจเข้าหูผู้คนในที่นี้ได้