ห็นป้ายที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างๆ มีบทกวีที่ยอดเยี่ยมแปะอยู่ไม่น้อย จึงเตือนทุกคนว่า “ถึงโอกาสสร้างชื่อครั้งนี้จะหาได้ยาก แต่ตรงนี้มีอัญมณีที่ถูกวางไว้ก่อนหน้าแล้วนี่นา จะเป็นผลงานที่เซี่ยซินอีทิ้งไว้ตอนเดินผ่านไปใช่ไหม ?”
ซ่งซิงเหลียงก็อ่านบทกวีว่า
“ทะเลสาบราบเรียบสุดสายตา เชื่อมต่อกับนภาป่าไม่ลึกล้ำ ซ่อนสายน้ำพลันตกใจ แสงสว่างไสวบนผืนน้ำ นึกว่านั่งเรือมาถึงขอบดวงตะวัน”
อ่านจบซ่งซิงเหลียงลิ้มรสอย่างละเอียด อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา “มิน่าละเซี่ยซินอีถึงได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวของเรา ระดับของบทกวีนีก้าวข้ามปัญญาชนฉีโจวไปเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้ว ”
หลินจือไป๋พยักหน้า บทกวีนีเก่งจริงๆ ปัญญาชนรอบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่ง บางคนที่เตรียมตัวมาอย่างดีถึงกับวางพู่กันในมือลงด้วยความท้อแท้ เห็นได้ชัดว่าถูกบทกวีของเซี่ยซินอีคนนี้ทำลายความมั่นใจไปจนหมด
“ผมเอง ”
ซังจื่อหรงกัดฟันขอพู่กันและกระดาษจากเจ้าหน้าที่แล้วเขียนบทกวีบทหนึ่งลงไป
“ยามเที่ยงคืนท่ามกลางหุบเขากลับจากชมจันทร์ …”
ที่แท้ก็คือกวีบทที่เขาเคยร่ายบนเรือนั่นเอง และยังจงใจบอกพวกหลินจือไป๋ไว้ก่อนด้วยว่า ต่อให้เห็นอีกครั้งก็ต้องแกล้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แม้จะดูตลกที่กวีบทเดียวใช้ถึงสองครั้ง แต่นี่แหละคือวิถีปกติของกวี เพราะกวีคนหนึ่งการจะเขียนผลงานที่น่าพึงพอใจออกมาได้สักบทนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าว่าแต่ใช้สองค