ลินก็ยังทายได้เก่งขนาดนี้!”
“มันก็แค่เกมเล่นคำเท่านั้นเองครับ”
หลินจือไป๋ยิ้ม “อีกอย่าง ปริศนาอักษรบางอย่างที่เรียกกัน จริงๆ มันก็แค่คำถามเชาว์เท่านั้นแหละครับ มันพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก”
วงการวรรณกรรมชอบประชันกันที่บทกวีและบทความ
การทายปริศนาอักษรมักจัดอยู่ในประเภทกิจกรรมสันทนาการ
เมื่อเทียบกันแล้ว ต่อให้เป็นการต่อกลอนคู่ หากคิดกลอนคู่ที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ ยังพอจะได้ชื่อว่าเป็น ‘กลอนคู่อมตะ’ พิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถทางวรรณกรรมไม่ธรรมดา แต่ในประวัติศาสตร์จะมีใครบ้างที่ชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอมตะเพราะทายปริศนาอักษรเก่ง?
“ก็จริงครับ”
ซั่งจื้อหรงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “การทายปริศนาอักษรเป็นเพียงเกมเล่นคำ ส่วนตัวผมชอบบทกวีที่สุด”
“ผมรักกลอนที่สุดครับ”
ซ่งซิ่งเหลียงพูดขึ้น “บท ‘โฉ่วหนูเอ๋อร์’ ที่พี่หลินแต่งในไลฟ์เมื่อไม่นานมานี้ ผมเลื่อมใสมากครับ วันนี้สิ่งที่ผมคาดหวังที่สุด คือการได้ฟังผลงานใหม่ของพี่หลินครับ”
“วันนี้ต้องทำตัวเงียบๆ ครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มแล้วกล่าว “รับปากกับผู้ชมไว้แล้ว”
‘ถุย!’
‘ใครไปรับปากกับนายตอนไหน?’
‘ขอร้องล่ะ โชว์เหนือหน่อยเถอะ!’
‘ฉันยังชอบท่าทางยโสโอหังของคุณมากกว่านะ!’
‘กลับมาเป็นคนเดิมเถอะนะ’
‘ที่คุณทายปริศนาเมื่อกี้เขาไม่ได้เรียกว่าทำตัวเงียบๆ เขาเรียกว่าแกล้งโง่!’
‘ทำตัวเงียบๆ ยังขนาดนี้ ถ้าโชว์เหนือขึ้นมาวันนี้ไม่ถล่มงานกวีเละเทะไปเลยเหรอ?’
“พรืด!”
เจียงโส่วรั่งไม่รู้ว