เล็ก”
ซ่งชิงเหลียงนิ่งคิดแล้วตอบ “แหลม (尖 ข้างบนเป็นตัวอักษร小 ที่แปลว่าเล็ก ข้างล่างเป็นตัวอักษร大 ที่แปลว่าใหญ่)”
เจ้าหน้าที่เอ่ย “ถูกต้อง ข้อที่สาม…”
เป็นเช่นนี้ โจทย์ติดต่อกันสิบกว่าข้อก็ยังทำอะไรซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงไม่ได้
เจียงโส่วหรังก็ไม่ตอบโจทย์ เอาแต่ยืนคุยกับหลินจือไป๋อยู่ข้างๆ
“สองคนนั้นเป็นเซียนทายปริศนาอักษร เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ดูท่าวันนี้พวกเราคงยังต้องดื่มเหล้ากันอยู่ดี”
“ทำไมล่ะครับ?”
“เพราะพวกเขาสองคนไม่เพียงแต่ชอบทายปริศนาอักษร แต่ยังชอบดื่มเหล้าด้วย เพราะงั้นพอพวกเขาตอบไปอีกสักไม่กี่ข้อก็จะปฏิเสธไม่ยอมตอบต่อแล้วล่ะ”
“แล้วคุณล่ะครับ?”
“ผมทายปริศนาอักษรไม่เป็นน่ะสิครับ” เจียงโส่วหรังยิ้มแห้ง “เพราะงั้นทุกปีพวกเราสามคนต้องดื่มเหล้าสามจอกก่อนถึงจะข้ามฝั่งไปได้”
หลินจือไป๋หลุดขำ เหลือบมองหน้าจอมือถือแล้วพูดขึ้นว่า
“ชาวเน็ตบอกว่าพวกคุณคือสามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวนี่นา”
“เฮ้อ ชื่อจอมปลอมทั้งนั้นแหละครับ” เจียงโส่วหรังกล่าว “เดี๋ยวถ้าคุณดื่มสามจอกไม่ไหว ผมช่วยดื่มแทนก็ได้ ผมเป็นคนคอแข็งนะ”
“ได้ครับ” หลินจือไป๋หัวเราะฮาๆ
เป็นไปอย่างที่เจียงโส่วหรังพูดจริงๆ หลังจากตอบถูกติดต่อกันยี่สิบข้อแล้ว ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงก็ไม่ตอบต่อ พร้อยใจกันหันมามองหลินจือไป๋กับเจียงโส่วหรัง
“พวกเราทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้ว”
“เข้าใจแล้ว”
เจียงโส่วหรังถลึงตาใส่เจ้าสองคนนี้ที