อย่าคิดมากไปเลย ก็แค่สะบัดข้อมือเบาๆ ปรับตอนจบของหนังออนไลน์เรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เขียนบทใหม่
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงยังไม่ถึงขั้นต้องงัดชื่อปู้เยี่ยโหวออกมาใช้ แค่ตัวตนเขาก็เอาอยู่แล้ว
แค่ช่วงสั้นๆ คงไม่ทำให้เกิดความสงสัย ไม่ถึงกับทำให้ความลับแตกอะไร
แต่หลินจือไป๋กลับไม่ได้สังเกตว่า บทสนทนาระหว่างเขากับอู๋เสวียนนั้นได้สร้างสีสันให้กับไลฟ์สดจนถึงขีดสุดแล้ว
‘ฮาๆๆๆ! ขำจะตายอยู่แล้ว!’
‘ท่านมหาเศรษฐีถึงขั้นด่าหนังของตัวเองเลยเหรอเนี่ย เชื่อเขาเลย!’
‘เลขาตัวน้อยจะร้องไห้อยู่แล้ว ให้คุณมาโปรโมตหนังนะ ไม่ใช่ให้มาโปรโมตย้อนศร!’
‘ท่านมหาเศรษฐีนี่จริงใจสุดๆ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีจะแก้บทเหรอ?’
‘หลินจือไป๋เข้าใจเรื่องหนังด้วยเหรอ?’
‘จะเข้าใจหรือไม่ไม่สำคัญหรอก เขาคือผู้ลงทุนนะ!’
‘ได้กลิ่นอายแบบหัวหน้าบริษัทเราเลย ไม่รู้อะไรสักอย่างแต่ชอบสั่งการเอง’
‘หนังที่ท่านมหาเศรษฐีลงทุน แน่นอนว่าเขาอยากจะแก้ยังไงก็ได้ ไม่พอใจก็อดทนเอา’
‘ฉันเห็นใจคนเขียนบทเลย หลินจือไป๋ไปแก้บทเขาตามใจชอบ ไม่ต่างกับวาดเท้าให้งู’
แม้สีสันรายการจะดีมาก
แต่การที่หลินจือไป๋จะแก้ไขบทตามใจชอบก็ยังทำให้เกิดข้อถกเถียงในคอมเมนต์
รวมถึงอู๋เสวียนเองก็เหมือนมีคำพูดติดอยู่ที่ปาก แต่คำนึงถึงว่าไลฟ์สดอยู่เลยไม่ได้พูดออกมา
ในเมื่อหัวหน้าอยากวุ่นวายก็เอาเถอะ ยังไงก็แค่ภาพยนตร์ออนไลน์
ถึงคุณภาพจะไม่นับว่าเป็นหนังขยะ
มีหยางอี้ที่จู่ๆ ก็ดังเป็นพลุแ