รเหล่านั้น
เบื้องหน้าเขามีอาหารสามอย่างวางเรียงกัน ถ้วยหนึ่งคือบางอย่างเป็นเส้น ๆ สีเทา ๆ ถ้วยหนึ่งคือลูกชิ้นผิวไม่เรียบเท่าใดนัก อีกถ้วยคือเนื้อหมูสีแดงก่ำ
นายท่านผู้เฒ่าซุนทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมมีเอกลักษณ์มีที่มาจากเนื้อหมูสีแดงนั่นเอง
เขาประหลาดใจอยู่บ้าง “เหตุใดเนื้อหมูจึงมีสีแดงเล่า?”
พ่อบ้านซุนก้าวออกมากล่าวว่า “นายท่านผู้เฒ่า นี่คืออาหารจานพิเศษประจำร้านของพวกเขา เรียกว่าหมูพะโล้ กล่าวกันว่าสตรีแซ่จูผู้หนึ่งใช้วิธีการพิเศษอันเป็นสูตรลับทำขึ้นมา กัดแล้วนิ่มร่วน ยามรับประทานจะมีน้ำหอมกรุ่นทะลักออกมา เลิศรสโอชานักขอรับ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขายังเอ่ยเสริมอีกว่า “แน่นอน ผู้อื่นกล่าวกันเช่นนี้ บ่าวยังไม่เคยกินมาก่อน ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ”
“พ่อค้าแผงลอยเหล่านี้ย่อมต้องโอ้อวดว่าอร่อยอย่างนั้นอร่อยอย่างนี้เพื่อดึงดูดลูกค้าอยู่แล้ว คนทำการค้าคนไหนไม่ชมเชยสินค้าของตัวเองบ้าง?” นายท่านผู้เฒ่าซุนโบกมือเล็กน้อย ไม่เก็บมาใส่ใจ
แม้ดมแล้วมีกลิ่นหอมประหลาด แต่ของกินแบบไหนเขาไม่เคยเห็นมาก่อนบ้าง?
ขึ้นเหนือล่องใต้มาหลายปี หากมิใช่เพราะที่แห่งนี้เป็นรากเหง้าของตระกูลซุน เขาไม่มีทางกลับมายังถิ่นทุรกันดารพรรค์นี้หรอก
คาดว่าของสิ่งนี้ก็คงแค่ใส่เครื่องเทศอะไรสักอย่างที่สามารถย้อมสีได้ ทำให้มันมีกลิ่นหอม ขณะเดียวกันก็ดูต่างจากเนื้อทั่วไป เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น ‘ของใหม่’ เท่านั้นแหละ
นายท่านผู้เฒ่าซุ