ังไม่มีคำเรียกอย่าง ‘เสียงสอง’
“ก็แบบนี้ไง”
หลินจือไป๋ กระแอมไอทีหนึ่ง แล้วใช้เสียงเลียนแบบเย่อิง พูดต่อว่า “พี่ชาย วันนี้เราออกมาเดินเล่นด้วยกัน ถ้าแฟนพี่รู้เข้า เขาคงจะไม่หึงหรอกใช่ไหม?”
“อ๊าย!”
“เสียงคุณนี่มัน…!”
“ฉันขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย!”
“ประโยคนี้ฟังดูสะดีดสะดิ้งชะมัดเลย!”
อานุภาพของเสียงสองทำเอาทุกคนหนังศีรษะชาวาบ น้ำเสียงเลี่ยนแบบนั้น ให้ความรู้สึกดัดจริตสุดๆ จนหาที่เปรียบไม่ได้เลย
“หลินจือไป๋!” เย่อิงแทบคลั่ง “คุณช่วยหยุดใช้เสียงของฉันมาทำเสียงแหลมแบบนั้นได้ไหม!”
“ฉันเข้าใจแล้ว!” กู่สิงบรรลุ ทำเสียงสองใส่ หลินจือไป๋ ทันทีว่า “แบบนี้ใช่ไหมคะพี่ชาย?”
หลินจือไป๋ : “…”
ให้ทำเสียงแหลม ไม่ได้ให้แสดงสีหน้า จะมาเล่นหูเล่นตาอ้อนฉันทำไมเนี่ย? แต่กู่สิงมีความสามารถในการเรียนรู้จริงๆ หลินจือไป๋ ยิ้มเอ่ย “ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นตัวตึงเสียงสองเลย”
ฉีเจียนเจียเอ่ย “ผู้หญิงหลายคนก็มักทำเสียงบีบๆ แบบนี้เวลาพูดนะ แต่พวกมือโปรทำนะ จะไม่ทำให้คนรู้สึกว่าเฟคหรอกนะ น้อง หลินจือไป๋ คิดว่ายังไงละ?”
พอพูดถึงประโยคหลัง ฉีเจียนเจียก็เริ่มดัดเสียงเหมือนกัน แต่กลับแฝงความรู้สึกแบบนางพญา ที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกอยากพิชิตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ฉีเจียนเจียเป็นยอดฝีมือจริงๆ” หลินจือไป๋ ยิ้มกล่าว “จริงๆ ไม่ใช่แค่พวกผู้หญิงที่ดัดเสียง ผู้ชายหลายคนก็ชอบดัดเสียงเหมือนกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบกดเสียงต่ำให้ดูมีเลียงลม เ