่องทันที “แล้ว… แล้วอันนี้ละ?”
“อันนี้นะเหรอ?” หลินจือไป๋ มองก้อนเนื้อสีดำอมแดงนั้นด้วยสีหน้าแปลกๆ เย่อิงนี่ช่างเลือกถามได้ถูกจุดจริงๆ
“มีอะไรเหรอ?”
“นี่คือเซี่ยงจี๊แกะ หรือก็คือส่วนไตของแกะ เรียกสั้นๆ ว่าไตแกะนั่นแหละ”
เซี่ยงจี๊? เย่อิงรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำไมสิ่งที่เธอถามไม่เป็นเซี่ยงจี๊ก็เป็นอัณฑะไปได้นะ? เธอไม่อยากพูดแล้ว แต่กู่สิงที่อยู่ข้างๆ กลับหลุดปากถามออกมาว่า
“สรุปว่าสองอย่างนี้คือของบำรุงสมรรถภาพผู้ชายในตำนานใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ”
“คุณชอบกินไหมคะ?” กู่สิงจ้อง หลินจือไป๋ ด้วยความอยากรู้ “ผู้ชายกินแล้วบำรุงดีเลยนะ”
หลินจือไป๋ ส่ายหน้ากล่าว “สองอย่างนี้กลิ่นสาบแรงที่สุด ต้องเป็นคนที่ชอบกินเนื้อแกะมากๆ ถึงจะชอบครับ” เอาเถอะ ความจริงก็คือมันมีกลิ่นคาวรุนแรงมากจน หลินจือไป๋ เองก็กินไม่ลง
แน่นอนว่าถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ หลินจือไป๋ ก็ตั้งใจจะย่างพวกเซี่ยงจี๊และไข่แกะให้ดี เพราะเขารู้วามีบางคนชอบรสชาตินี้ ใครที่เคยไปร้านบาร์บีคิวแล้วดูเมนูจะรู้ดีว่า ยิ่งเป็นส่วนพวกนี้ราคายิ่งแพง เพราะแกะหนึ่งตัวมีเซี่ยงจี๊และอัณฑะแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
“ยุ่งกันหน่อยครับ” หลินจือไป๋ เอ่ย “พวกคุณเอาเนื้อพวกนี้ไปเสียบไม้ พวกเซี่ยงจี๊ก็เสียบไม้ไผ่ไปด้วยกันเลย เห็นแก่ที่วันนี้พวกคุณช่วยผมทำงาน ตอนกินมื้อค่ำผมจะลดให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ครับ”
และแล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันเสียบเนื้อแกะ ส่วน หลินจือไป๋ จัดการกับกีบ