่เหรอ?”
“ถ้าสร้างเวทีเสร็จ แต่ละคนจะได้สามเหรียญดอกท้อค่ะ” ฉีเจียนเจียเอ่ยขึ้น
เธอก็กำลังทำงานเหมือนกัน ใบหน้าที่ปกติจะดูเย็นชา ตอนนี้กลับแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่ายุ่งมานานแล้ว
หลินจือไป๋ ประหลาดใจ “ทีมงานใจดำขนาดนี้เลยเหรอ?”
โจวหานจิ้นที่กำลังแบกอุปกรณ์อยู่ข้างๆ พูดขึ้นว่า “ก็ตามที่คุณว่า นี่เป็นงานใช้แรงงานทั้งนั้น มีแค่มหาเศรษฐีอย่างคุณนี่แหละที่เสวยสุขได้”
หลินจือไป๋ มองดูก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกคนกำลังยุ่ง งานก็หนักไม่เบาเลย มีแค่เขาคนเดียวที่เดินทอดน่องไปมาอย่างสบายอารมณ์
ไม่เห็นค่าของรางวัลไม่กี่เหรียญดอกท้อบนนั้นเลย พอเทียบกันแล้วก็แอบเกรงใจอยู่เหมือนกัน ดังนั้น หลินจือไป๋ จึงเดินขึ้นไปบนเวทีที่สร้างเสร็จไปบ้างแล้วเอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า
“เห็นทุกคนเหนื่อยกันขนาดนี้ ผมก็ปั่นป่วนตื้นตันใจ อยากจะร้องเพลงให้พวกคุณฟังสักเพลงจริงๆ”
พูดไปพลาง หลินจือไป๋ ก็ไม่สนว่าใครจะให้ความร่วมมือหรือไม่ คว้าไมโครโฟนขึ้นมาแล้วเริ่มร้องเพลงทันที
“แสงแดดส่องประกายสีทองอำไพ! ไก่โต้งโก่งคอขันสามครา ดอกไม้พลันตื่นลืมตา! หมู่พิหครีบเร่งแต่งตัวเร็วรี่! นกกางเขนน้อยสร้างบ้านหลังใหม่! เหล่าผึ้งตัวจิ๋ววุ่นเก็บน้ำหวาน! ชีวิตที่มีความสุขมาจากหนใด? ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงงานสร้างมันขึ้นมา!” (Labor is the Most Glorious)
ตอนแรกทุกคนฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร เหมือนจะเป็นแค่เพลงเด็กธรรมดาเพลงหนึ่ง แต่พอได้ยินประโยคหลังๆ