จจะดูดึงดูดใจ แต่ หลินจือไป๋ กลับไม่ชายตามองเลยสักนิด ก็แค่เหรียญดอกท้อห้าเหรียญเอง
ส่วนเรื่องต้องใช้แรงงานช่วยทีมงานจัดเตรียมเวทีอะไรนั่น หลินจือไป๋ ยิ่งไม่มีความสนใจ เขาบอกให้ผู้กำกับพาตนไปดูที่ดินเลยทันที
“ไว้ดูพรุ่งนี้เถอะครับ”
“ตอนนี้เลยครับ”
“ก็ได้ครับ งั้นก็ตรงนี้แหละ” หวงถิงพา หลินจือไป๋ ไปยังที่ดินการเกษตรทันที
ที่ดินผืนนี้มีพื้นที่ประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร ผู้กำกับเอ่ยอย่างจนใจ “ก็แค่ที่ดินผืนเดียว มีอะไรน่าดูเหรอครับ?”
“มีสิ่งที่น่าดูเยอะแยะเลยครับ” หลินจือไป๋ กุมตัวลงกอบดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ สังเกตดูบนฝ่ามือแล้วยังมองดูพวกพืชพรรณและวัชพืชในที่ดิน ลองเขี่ยดูว่ามีแมลงอะไรบ้าง สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า
“ตกลง ผมเช่าที่ดินผืนนี้แหละ”
“คุณดูออกด้วยเหรอว่ามันดียังไง?” หวงถิงรู้สึกฉงนเล็กน้อย
“คนที่มีความรู้รอบตัวอยู่บ้างก็น่าจะรู้นะครับ” หลินจือไป๋ เอ่ย “ที่ดินจะดีหรือไม่ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสภาพดินครับ”
อะไรคือ ‘คนที่มีความรู้รอบตัวอยู่บ้างก็น่าจะรู้’?
หวงถิงเกาหัว ตัวเขาไม่มีความรู้รอบตัวพวกนี้เลย เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วสรุปสภาพดินของที่นี่เป็นยังไงครับ คุณดูด้วยตาเปล่าออกจริงๆ เหรอ?”
“ง่ายมากครับ” หลินจือไป๋ พยักหน้าแล้วพูดว่า “เวลาคุณอ่านบทความที่บรรยายถึงดินเนี่ย ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้คำวิเศษณ์อย่าง อุดมสมบูรณ์ หรือ แห้งแล้ง งั้นถ้าอยากให้คุณภาพพืชผลออกมาดี ดินก็ต