้!”
เย่อิงเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยวดุดัน จากนั้นก็รีบคีบเนื้อผัดพริกหยวกคำโตเข้าปากทันที
สาวน้อยคนนี้กินเผ็ดเก่งจริงๆ ยัดทั้งเนื้อเส้นและพริกหยวกเข้าปากไปพร้อมกัน
พอรสเผ็ดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก เย่อิงก็พลันรู้สึกสุขสมในพริบตา!
“คราวนี้ยังสงสัยในฝีมือทำอาหารของผมอยู่อีกไหม?”
หลินจือไป๋หยอกเธอ
เย่อิงกลืนอาหารลงคอแล้วแค่นเสียง “ก็งั้นๆ แหละ”
พูดไปพลางก็คีบกับข้าวไม่หยุด ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กินไปก็ยังพูดไปว่า “รสชาติงั้นๆ แหละ”
จูอู๋ถึงกับทนดูไม่ได้ “เธอกินช้าๆ หน่อยสิ!”
หานเยว่ซวงเองก็เริ่มลนลาน “เหลือให้พวกเราบ้าง!”
เย่อิงทำหูทวนลม “ก็พอกินได้ ฉันก็แค่กินพอให้หายหิวคำสองคำ…”
นี่เธอกินพอให้หายหิวสักจานสองจานสินะ?
ทีมงานตากล้องที่อยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกทรมานแล้ว พวกเขาเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเหมือนกัน!
แต่รสชาติมันดีจริงๆ
ผ่านไปสิบนาที ทั้งสี่คนก็อิ่มแปล้ กับข้าวสองจานไม่เหลือแม้แต่น้ำซอสสักหยด
กลับกัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไก่ฉีกแทบไม่มีใครแตะ
มีเพียงหลินจือไป๋ที่ฝืนชิมไปนิดหน่อย จะได้ไม่เหลือทิ้งให้เสียของ
กินเสร็จ ทั้งสี่คนก็นั่งเอนหลังบนโซฟา เช็ดปาก แหงนมองเพดาน
รู้สึกโหวงเหวงเหมือนไปถึงจุดสุดยอดอย่างไรอย่างนั้น
“จริงสิ!”
จู่ๆ เย่อิงก็กระโดดขึ้นมา จ้องมองหลินจือไป๋ด้วยดวงตาเป็นประกาย
“เมื่อกี้คุณถ่ายรูปไว้ใช่ไหม?”
“อะไรนะ?”
“รูปกับข้าวนะ!”
“ถ่ายไว้”
“ส่งเข้ากลุ่มเลย!”
“หา?”
“ส่งเข้ากลุ