งคล่องแคล่ว ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ถึงไม่รู้ว่าฝีมือจะระดับไหน แต่ดูจากท่าทางแล้วไม่เลวเลย
ช่างเถอะ
ไม่สนใจแล้ว
แม้จะเป็นเมนูที่ง่ายที่สุดอย่างอกไก่ต้ม ทั้งสองก็ยังต้องเปิดหาวิธีไปพลางทำไปพลาง ถึงอย่างนั้นก็ยังดูเก้ๆ กังๆ อย่างขั้นตอนการหมักช่วงแรก ทั้งคู่ยังเถียงกันสารพัดว่า “เกลือหนึ่งช้อนนี่มันแค่ไหนล่ะ ที่นี่เรามีช้อนตั้งสามขนาด ใหญ่ กลาง เล็ก…”
ยังดีที่
วิธีทำอกไก่นั้นง่ายจริงๆ แม้ทั้งสองจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ทำจนเสร็จ หน้าตาอาหารก็ไม่ได้ดูเลวร้าย เพียงแต่กว่าจะเสร็จก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ประสิทธิภาพถือว่าต่ำทีเดียว ส่วนอาหารของหลินจือไป๋ที่ทำยากกว่าสองอย่าง กลับใกล้ถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
“ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนนะ”
“แล้วค่อยฉีกเป็นเส้นๆ”
ทั้งคู่นั่งสวมถุงมือวุ่นวายกันอยู่ที่ห้องอาหารชั้นหนึ่ง ส่วนหานเยว่ซวงที่อยู่ข้างๆ กำลังต้มน้ำเตรียมทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เธออาสาเข้าไปช่วย พร้อมกับถามคำหนึ่ง
“อาจารย์ไป๋ตี้ล่ะคะ?”
“ยุ่งอยู่ในครัวน่ะ”
เย่อิงถามอย่างสงสัย “ทำไมเธอถึงเรียกเขาว่าไป๋ตี้ล่ะ?”
หานเยว่ซวงตอบ “เป็นชื่อในวงการของหลินจือไป๋ค่ะ ฉันเรียกจนชินแล้ว เขาถือเป็นหนึ่งในเจ้านายของฉันน่ะค่ะ”
หลินจือไป๋มีหุ้นอยู่ในบริษัทร่วมทุนเสินฮว่าคุนเผิง ดังนั้นจึงนับว่าเป็นเจ้านายของหานเยว่ซวงจริงๆ
ฉูฉู่หัวเราะ “คำว่าตี้ที่แปลว่าจักรพรรดิเหรอ? ชื่อในวงการเท่ชะมัด”
เย่อิงพยักหน้า