กินไปแล้ว! หนังหัวชาไปหมดแล้วเนี่ย!”
“อักษรนี้ให้ความรู้สึกเป็นเทพไปแล้ว!”
“อักษรวิจิตรของไปตี้พัฒนาขึ้นงั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงรู้สึกว่า… ครั้งก่อนที่ไปตี้ใช้ลายมือตบหน้าพวกปัญญาชนนั่น เขายังไม่ได้เอาจริงกันนะ นี่ต่างหากคือฝีมือจริงๆ ของเขา นี่ต่างหากคือระดับอักษรวิจิตรที่แท้จริงของเขา!”
ต้องซ่อนคมเอาไว้แน่! สุดท้ายครั้งก่อนไปตี้ก็ยังซ่อนเขี้ยวเล็บไว้จริงๆ ด้วย!
ทั้งที่ระดับฝีมืออักษรวิจิตรของเขาวิปริตผิดมนุษย์ยิ่งกว่าที่แสดงให้เห็นในงานประชุมกวีนิพนธ์ เพียงแต่คู่ต่อสู้อ่อนหัดเกินไป เขาแค่ลงมือเล็กน้อย ก็เป็นขีดจำกัดที่ชาตินี้นักปราชญ์พวกนั้นไม่มีวันเอื้อมถึงแล้ว! ในสายตาของผู้ชมชาวฉินโจว นี่คือคำอธิบายเพียงอย่างเดียว!
ส่วนหลินจือไป๋บนเวทียังคงตวัดพู่กันดุจมังกรเหินหงส์ระบำ และไม่รู้เลยว่าชาวเน็ตได้จินตนาการหาคำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ กับการพัฒนาอักษรวิจิตรครั้งนี้ให้เขาเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว!
เริ่มเข้าสู่บทสรุปเลยแล้วกัน…
“ยามพินิจเหตุอาลัยชนรุ่นก่อน ล้วนตรงใจประหนึ่งสัญญา อ่านคราใดต้องอาลัย ยากคลายความในอก”
“จึงตระหนักเกิดตายเสมอกันล้วนเหลวไหล อายุขัยยืนสั้นเท่าเทียมล้วนเพ้อเจ้อ”
“คนรุ่นหลังมองดูเราในปัจจุบัน ดุจดังเราในปัจจุบันย้อนดูคนในอดีต น่าสลด! จึงจารึกนาม บันทึกถ้อยความ แม้นสมัยแปร เหตุการณ์เปลี่ยน เหตุถวิลหาล้วนเป็นหนึ่ง ชนรุ่นหลังผู้ได้อ่านย่อมสะท้อนใจต่อบทความนี้เฉกเช