” เจี่ยงโหย่วเซิงชะงักไป “บะหมี่ไม่น่าจะขายดีกระมัง? สิบหกเหรียญก็ซื้อแป้งทำบะหมี่ได้หนึ่งจิน พอให้คนทั้งครอบครัวกินได้หนึ่งมื้อแล้ว…ถ้าพวกเราขายถ้วยละแปดเหรียญ ไม่น่าจะมีใครยอมซื้อ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขายถูกลงมาหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกเราไม่เอากำไรมาก คิดแค่ค่าแรงเล็กน้อย ลองคำนวณดูว่าแป้งทำบะหมี่ราคาสิบหกเหรียญสามารถทำบะหมี่ได้กี่ถ้วย แล้วบวกเข้าไปอีกสองสามเหรียญก็น่าจะพอแล้ว หนึ่งถ้วยราคาเท่าไข่ไก่หนึ่งฟอง ขอเพียงเป็นคนที่ฐานะครอบครัวดีหน่อยย่อมมีกำลังซื้อไหว ทั้งไม่ต้องล้างจานเองและมีน้ำแกงให้ซด ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ซื้อกลับเรือนไปล้างผักใส่เพิ่มสักหน่อย ทั้งครอบครัวก็ได้กินอาหารดี ๆ มื้อหนึ่งแล้ว…”
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็พอจะนึกภาพออก
จริงด้วย ซื้อหนึ่งถ้วยอาจดูเหมือนแพงกว่าเดิมสองสามเหรียญ แต่คนอื่นไม่จำเป็นต้องซื้อคนละถ้วย เพียงซื้อถ้วยเดียวกลับไปเติมน้ำร้อนต้มเองที่เรือน แล้วเติมวัตถุดิบที่เรือนลงไปเพิ่ม เท่านี้ก็ช่วยให้ได้กินอาหารอร่อยสักมื้อแล้วไม่ใช่หรือ?
นี่เป็นวิธีของครอบครัวที่ต้องการประหยัด สำหรับครอบครัวที่มีกำลังซื้อ คิดว่าคงไม่อยากเสียเวลาทำเรื่องเหล่านี้
ผู้อื่นมาอุดหนุนก็เพราะน้ำแกงอร่อย
“จูต้าเหนียง ถ้ามีคนอยากซื้อเฉพาะน้ำแกงเล่า?” ขณะนั้นเองก็มีคนถามขึ้นมา
เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า ตามหลักการแล้ว พวกเราต้องบอกกล่าวให้ชัดเจน