็นเพียงแผงขายเล็ก ๆ ยังไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันปานนั้น ถ้าในอนาคตการค้าไปได้ดี มีเวลามาพิถีพิถัน พวกเราค่อยทำออกมาขาย” เย่อวี๋หรานอธิบายว่าหาใช่เพราะนางไม่มีความสามารถเช่นนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
เนื้อที่ทำจากเต้าหู้ยังแตกต่างจากเนื้อสัตว์จริง ๆ สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว หากเจ้าไปบอกพวกเขาว่านั่นคือ ‘เนื้อปลอม’ เพียงแค่มีรสเนื้อ พวกเขาคงมองว่าเจ้าเป็นพวกต้มตุ๋น
แต่ถ้าการค้าขายไปได้ดี ลูกค้ากลายเป็นกลุ่มคนชั้นสูง งานศพเอย ไว้ทุกข์เอย กินเจสวดมนต์ หากทำอาหารเจไปขายให้คนกลุ่มนี้จะต้องได้รับความนิยมแน่นอน
เย่อวี๋หรานครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ข้าลองสังเกตดูแล้ว พบว่าสิ่งที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าแท้จริงแล้วไม่ใช่เส้นมันเทศ แต่เป็นน้ำแกงรสจัดนั่นต่างหาก”
เจี่ยงโหย่วเซิงพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าก็คิดเหมือนกัน จูต้าเหนียง ท่านอาจไม่รู้ แต่น้ำแกงที่ท่านทำนั้นกินแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปลอดโปร่งสบายตัวยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะข้ากลัวกินน้ำแกงของท่านหมดแล้วจะขายของต่อไม่ได้ ข้าไม่กินเส้น ซดแค่น้ำแกงก็ยังซดได้หลายถ้วย”
“ฮ่า ๆๆ…อย่าว่าแต่เจ้าเลย ข้าก็อยากซดน้ำแกงเหมือนกัน” เด็กหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา
เสี่ยวฝูจื่อชูมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าด้วย ข้าก็ชอบซดน้ำแกง”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขาล้วนชมชอบก็เอ่ยว่า “ดังนั้นข้าจึงคิดว่า นอกจากก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ พวกเราจะทำบะหมี่ขายด้วยดีหรือไม่?”
“บะหมี่?