ายชื่อทั้งสิบเอ็ดคน โดยจะไล่ผลจากหลังมาหน้านะคะ…”
เว้นชั่วอึดใจพิธีกรก็ประกาศว่า
“หลินจือไป๋ตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ… หวางอวี๋ตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ… โจวอันตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ…”
ต่างจากรอบแรก ในรอบนี้รายชื่อที่ถูกประกาศเป็นคนแรกก็คือชื่อของหลินจือไป๋!
เมื่อได้ยินชื่อไปตี้เป็นคนแรกในรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ เสียงปรบมือก็ดังก้อง
เหล่านักศึกษาของสถาบันต่างโล่งอกกับผลลัพธ์นี้
“ดีที่ไปตี้ผ่านเข้ารอบนะ”
“หวุดหวิดเลย เขียนได้ห้าบทได้เข้ารอบชิงพอดี ไม่งั้นถ้าขาดไปนิดเดียวคงตกรอบแล้ว!”
“แต่หลายคนก็เขียนแค่ห้าบทเหมือนไปตี้นะ รอบนี้โจทย์โดยรวมยากขึ้น ทำได้ห้าบทก็นับว่าเยี่ยมแล้วละ”
“เพราะรอบแรกไปตี้เด่นเกินไปต่างหาก!”
“เด่นจนฉันคิดว่าเขาจะเขียนได้เจ็ดแปดบทในรอบสองเลย!”
“จะง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน”
“ฉันว่าต่อให้พวกยอดฝีมือโคลงคู่มาแข่งรอบนี้เอง ยังยากจะคิดโคลงรองได้ครบทุกบทอยู่ดี ยังไงเวลาก็จำกัด”
“ทำไมยังไม่ได้ยินชื่อเจียงเทาละ?”
“โธ่!”
“เจียงเทาเขียนได้ตั้งแปดบท!?”
ระหว่างที่ผู้ชมกำลังถกเถียงกัน ในที่สุดพิธีกรก็ประกาศชื่อของเจียงเทาออกมา
นักศึกษาคนนี้จากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวสามารถแต่งโคลงรองได้ถึงแปดบทในรอบนี้!
รอบสองนี้เจียงเทานี่แหละทำได้มากที่สุด!
เหมือนที่คาดไว้ พิธีกรก็กล่าวชมเชยไปชุดใหญ่
“เจียงเทาผู้ที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในรอบแรกและตอบได้มากที่สุดมาถึงรอบสองก็ยังคงเป็นคนที่เขียนได้มากที่