นไปไม่ได้แน่นอน
เมื่อเจอคำลงบรรทัดล่างที่อาจไม่งดงามนักแต่พอจะผ่านเกณฑ์ กรรมการทั้งสามก็มักจะก้มกระซิบปรึกษากันว่าจะให้คะแนนเท่าไรจึงเหมาะสม
ระหว่างที่คณะกรรมการให้คะแนน ผู้ชมใต้เวทีก็ซุบซิบ
“บรรทัดบนพวกนี้ส่วนใหญ่ยากมากเลยนะ ไม่รู้ว่ามีคนจากมหาวิทยาลัยเราเข้ารอบต่อไปได้กี่คน หวังว่าคงไม่ถูกพวกนักศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวมาแย่งชิงไปละ”
ที่นี่คือรังเหย้าของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว การประกวดกลอนคู่วันนี้ตามชื่อคือให้นักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะจินโจวกับวิทยาลัยศิลปะฉีโจวมา ‘แลกเปลี่ยนฝีมือ’ กัน แต่แท้จริงกลับเป็นศึกตัวต่อตัว
ถ้าห้าสิบคนของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวทำผลงานโดยรวมสู้ผู้เข้าแข่งขันห้าสิบคนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวไม่ได้ นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวคงรู้สึกเสียหน้าแน่ๆ ยังไงการแพ้คาบ้านก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า
ทันใดนั้นมีคนสงสัยว่า “ไม่รู้ว่าไปตี้จะเป็นยังไงบ้าง”
นักศึกษาข้างๆ ได้ยินเข้าก็ถอนหายใจทันที “ไปตี้คงถูกคัดออกแน่ๆ”
“หือ? ทำไมละ? เธอรู้ได้ไงว่าไปตี้จะตกรอบ?”
“เธอไม่เห็นเหรอ?” นักศึกษาที่ถอนหายใจคนนั้นส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“เมื่อกี้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างก็เขียนกันมือเป็นระวิง มีแค่ไปตี้คนเดียวที่หยิบพู่กันขึ้นมาขีดไม่กี่ทีแล้วก็วางพู่กันลง คงจะต่อกลอนไม่ได้แล้วละมั้ง”
“ฉันก็เห็น”
“มากสุดเขาคงจะเขียนได้บทสองบท”
“จะเข้ารอบได้อย่างน้อยต้องได้ห้าสิบคะแนนขึ้นไป ต่อได้แค่บทสองบทมันไม