อไปแล้ว แต่ก็ยังถูกอาหารในถ้วยยั่วยวนจนหิวอีกอยู่ดี
“อย่าเพิ่งรีบร้อนกินเส้น ลองซดน้ำแกงช้า ๆ ชิมรสชาติดูก่อน ถ้ารสอ่อนไปก็เติมน้ำแกง แต่ถ้ารสจัดไป คราวหน้าก็ตักน้ำแกงน้อยลง เติมน้ำแกงเส้นลงไปแทน…” เย่อวี๋หรานแนะนำ
บางคนรอไม่ไหว เป่าให้เย็นพลางจิบชิมรส
ทันใดนั้น รสชาติเผ็ดร้อนขุมหนึ่งพลันแผ่ซ่านเต็มโพรงปาก ราวกับถูกจุดไฟขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
“ฮัดเช้ย!” เขาจามออกมาอย่างอดไม่ไหว “ซี้ด…แสบ!”
“แสบ?!” คนข้าง ๆ มีสีหน้างุนงง
“แสบปากอย่างไรเล่า!” คนผู้นั้นกล่าว “เจ้าลองชิมสักคำก็รู้แล้ว ไม่เหมือนกับอะไรที่พวกเราเคยกินมาก่อนเลย แสบปากขึ้นจมูก แต่ก็ปลอดโปร่งสดชื่น เจ้ากินแล้วก็ยังอยากกินอีก”
คราวนี้เขาไม่ใจร้อนอีกแล้ว ทว่าจิบน้ำแกงอย่างใจเย็นทีละคำ ดื่มด่ำกับรสชาติเผ็ดร้อนในช่องปาก
คนข้าง ๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ลองชิมคำหนึ่ง แล้วก็ต้องตกใจ “พี่เป้า จริง ๆ ด้วย รสชาตินี้สุดยอดไปเลย! ข้าชอบยิ่งนัก!”
เขาชูนิ้วโป้งขึ้นมา แสดงออกว่าโปรดปรานยิ่งแล้ว
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่เรียกว่ารสเผ็ด แสบซ่านเผ็ดร้อน วูบวาบไปมาอยู่บนปลายลิ้น วูบวาบไปถึงไหนก็ราวกับมีลูกไฟแผดเผา คนที่ชอบรสชาติจัดจ้านไม่ควรพลาดเด็ดขาด ถ้าชอบรสชาติที่จืดลงมาหน่อยก็ใส่น้ำแกงแต่น้อย”
นางกล่าวพลางตักน้ำแกงใส่ถ้วยของเสี่ยวฝูจื่อน้อยลงครึ่งทัพพี แล้วเติมน้ำแกงเส้นลงไปแทน
เสี่ยวฝูจื่อเม้มปาก เข้าใจว่าเย่อวี๋หรานลำเอียง