ิดแล้วจริง ๆ ข้าคุกเข่าขอขมาพวกท่านแล้ว เท่านี้ยังไม่พออีกหรือขอรับ?” จูเหล่าโถวตาแดงเรื่อ คุกเข่าให้ผู้เฒ่าทั้งสอง “ล้วนเป็นความผิดของข้า พวกท่านอายุปูนนี้แล้วยังต้องมาเดือดร้อนใจเพราะเรื่องของลูกอีก…”
เขากล่าวอย่างสะเทือนอารมณ์จนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
เขาอ้อนวอนขอร้อง “ลูกก็ไม่คิดว่าจะมาถึงขั้นนี้ ลูกไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป พวกท่านช่วยหาวิธีการให้ข้า มอบทางรอดให้ข้าด้วยนะขอรับ”
พ่อเฒ่าจูแค้นใจที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า “ถ้าข้ามีความคิดอะไร ป่านนี้คงรวยไปนานแล้ว ยังจะตกอยู่ในสภาพนี้อีกเรอะ? ทำไมเจ้าไม่รู้จักใช้สมองก่อนจะทำอะไรเสียบ้าง จะได้ไม่ทำเรื่องงามหน้าแบบนี้ออกมา?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะมาถึงขั้นนี้ ข้าแค่อยากหาใครสักคนมาพูดด้วย…”
“ผายลมเถอะ! บ้านเจ้ามีคนตั้งมากมาย ไม่มีใครพูดจากับเจ้าเลยเรอะ? ในหมู่บ้านก็ไม่ได้มีแต่แม่ม่ายฉินคนเดียว เจ้าพูดกับเมียตัวเองไม่ได้ ก็ไม่รู้จักมาหาพวกข้า มาหาพี่น้องของเจ้า? เรือนพวกเราอยู่ห่างกันค่อนข้างไกล แต่เรือนแม่ม่ายฉินไม่ยิ่งอยู่ไกลกว่าอีกเรอะ?”
จูเหล่าโถวอับจนคำพูด
มีคนเกลี้ยกล่อมให้พ่อเฒ่าจูคลายโทสะ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ยังคงรีบคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาจะดีกว่า
เวลาไม่คอยใคร ครั้นฟ้ามืด จูเหล่าโถวย่อมต้องกลับไป
ถ้าไม่คิดหาวิธีให้ได้ก่อนฟ้ามืด เรี่องนี้จะผ่านไปได้อย่างไร?
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ด่านพี่สะใภ้ใหญ่…เกรงว่าคงยากเจ้าค่ะ” จูซา