ยังสู้ข้าทำคนเดียวไม่ได้…”
“พวกข้าโตแล้วก็อยากแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อบ้างนี่นา” จูอู่ฝีปากคล่องแคล่วที่สุด เขาตอบกลับพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ท่านพ่อ พวกข้าโตแล้วนะ ท่านก็อย่าเอาแต่ห้ามไม่ให้พวกข้าแสดงความกตัญญูต่อท่านสิขอรับ?”
ได้ยินวาจานี้ จูเหล่าโถวค่อยรู้สึกดีขึ้นมา
แม้จะแก่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ยินดียอมรับเรื่องนี้?
เขากล่าวว่า “พวกเจ้าอยากแสดงความกตัญญูก็เป็นเรื่องของพวกเจ้า แต่พ่อพวกเจ้ายังไม่แก่เสียหน่อย อย่าเอาแต่ระวังเรื่องนั้นเรื่องนี้เหมือนแม่พวกเจ้า ทำเสียราวกับว่าข้าเป็นพวกไร้ประโยชน์อย่างนั้นแหละ…”
ปากบ่นไป แต่กลับไม่ได้ให้พวกจูต้าเพิ่มมัดต้นถั่วเหลืองให้
พวกจูต้าสบตากัน ดวงตาฉายแววจนใจ
เรื่องที่บิดาของพวกตนสังขารร่วงโรยไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นวันสองวันนี้ แต่บิดาไม่ยินดียอมรับความชรา พวกเขายังจะทำอย่างไรได้?
ทำได้เพียง ‘เอาใจ’ ต่อไปเท่านั้น
หาบคานหามลงมาจากเขา ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้านก็เจอคนเข้าเสียก่อน
คนผู้นั้นประหลาดใจ “จูเหล่าโถว เจ้าไม่อยู่ที่เรือนจริง ๆ หรือเนี่ย?”
“หา?” จูเหล่าโถวงุนงง “อะไร? เจ้าไปหาข้าที่เรือน? ไปหาข้าทำไม?”
“ยังจะถามอะไรอีก? เจ้าทำเรื่องอะไรไป เจ้าไม่รู้หรือ? เกิดเรื่องใหญ่แล้ว…” คนผู้นั้นเห็นว่ารอบด้านปลอดคนก็บอกให้จูเหล่าโถววางสิ่งของลงพักสักครู่ “จูอู่ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับพ่อเจ้า”
จูอู่มองจูเหล่าโถวเล็กน้อย
“มีอะไรจะพูด? แดดร้อ