นแบบนี้ ไปพูดกันที่เรือนข้าสิ” จูเหล่าโถวว่า
“เจ้ายังกล้ากลับไป? เห็นทีเจ้าคงไม่รู้อะไรจริง ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าพูดแบบนี้ เจ้ากลับไปทั้งอย่างนี้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีหวังเอามีดมาฟันเจ้าตายแน่”
“อะไร? เกิดอะไรขึ้นที่เรือนข้า นางจะเอามีดมาฟันข้าทำไม? เจ้าคงไม่ได้หลอกให้ข้ากลัวเฉย ๆ หรอกนะ?”
“ข้าจะหลอกเจ้าทำไม?” คนผู้นั้นได้ยินจูเหล่าโถวกล่าวเช่นนี้ก็ไม่พอใจ ดึงตัวอีกฝ่ายเข้ามาใกล้อีกนิดและกระซิบว่า “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์รู้เรื่องระหว่างเจ้ากับแม่ม่ายฉินแล้ว”
จูเหล่าโถวสะดุ้งโหยง “แม่ม่ายฉิน? เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับแม่ม่ายฉิน?”
จูอู่ที่ได้ยินชื่อ ‘แม่ม่ายฉิน’ แว่ว ๆ กางหูผึ่งทันที และแอบฟังต่อไป
ไม่กระมัง เรื่องนี้ผ่านไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดพ่อเขาจึงไปเกี่ยวข้องกับแม่ม่ายฉินอีกแล้วเล่า?
ปฏิกิริยาตอบสนองอันดับแรกของเขาก็คือนึกทบทวนว่าช่วงที่ผ่านมานี้เขากับจูซื่อรับหน้าที่จับตามองจูเหล่าโถว มีช่วงเวลาไหนที่พลาดไปบ้างหรือไม่
จับตามองทุกวัน แต่ย่อมไม่อาจจับตามองโดยไม่กะพริบตาได้อยู่แล้ว บางครั้งตอนทำงานก็มีแยกย้ายกันไปบ้าง
แต่ช่วงเวลาเหล่านั้น สองบ้านก็อยู่ห่างไกลจากกัน ไม่น่ามีอะไรหรอกกระมัง?
หรือว่าถูกคนเห็นเข้า?
“นางท้องแล้ว ทั้งยังมาที่เรือนเจ้าอีกต่างหาก…” วาจาประโยคเดียวทำให้จูเหล่าโถวตกใจแทบสิ้นสติ
เพราะเขาพลันนึกขึ้นมาได้ว่า มีครั้งหนึ่งที่แม่ม่ายฉินเชิญเขากินข้าว เขาดื่มไปหลายจอก จา