ลินซานเม่ยได้ยินแล้วเช่นกัน “ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ ใช้วิธีการของน้องสี่จะดีกว่า มันคงแย่ไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ”
หลินซื่อครุ่นคิด ‘จริงด้วย ตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว มันยังจะแย่ได้อีกสักแค่ไหนเชียว?’
ภายในเรือนสกุลจู เย่อวี๋หรานให้หลี่ซื่อยกกาน้ำชามาให้
ขณะนั้นจูอู่เดินเข้ามาจากข้างนอก เขาทักทายหลี่ซื่ออยู่หลายคำ
เย่อวี๋หรานกลับไม่ประหลาดใจ นางกล่าวว่า “มีเจ้าคนเดียว? คนอื่น ๆ เล่า?”
“ข้าให้แยกย้ายแล้วขอรับ มีแค่พี่สี่อยู่ข้างนอก คอยดูให้ข้า” จูอู่หาที่ทางนั่งลง
บริเวณท้ายเรือนนี้เทียบกับเมื่อหลายเดือนก่อน บนเก้าอี้ที่เดิมว่างเปล่ากลับปูอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มเอาไว้ชั้นหนึ่ง ตรงพนักยังมี ‘หมอนรองเอว’ ที่เย่อวี๋หรานสั่งให้ทำวางอยู่หลายใบ
เนื่องจากอากาศร้อน ทั้งยังไม่มีฝ้ายสำหรับใช้งานมากปานนั้น เย่อวี๋หรานจึงให้ลูกชายไปตัดหญ้ามาไม่น้อย นำมาผสมกับหญ้าไล่ยุง หลังจากตากแล้วก็สับให้มีขนาดเท่าเมล็ดข้าว
จากนั้นก็ให้เหล่าลูกสะใภ้ รวมถึงจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยช่วยกันใช้เชือกป่านมาสานเป็นถุงสี่เหลี่ยมที่ตาค่อนข้างถี่ ยัดไส้เสร็จแล้วก็นำมาวางไว้บนเก้าอี้
ถุงที่ใช้เชือกป่านถักมักเก็บไส้เอาไว้ไม่อยู่ จึงปูเสื่อที่ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะทับไว้อีกที
เช่นนี้แล้วเวลานั่งก็จะไม่แข็ง ไม่เจ็บบั้นท้าย ทั้งยังเย็นสบายอีกด้วย
เสียก็แต่ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่เพราะสกุลจูมีคนมาก