าจะเกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงเช่นนี้ขึ้นมา
จูซานเสิ่นกลัวว่าจูซื่อเสิ่นจะพูดจาไม่น่าฟังแล้วไปล่วงเกินคนเข้า จึงรุดเข้ามาสะกิดอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วกล่าวกับเย่อวี๋หรานว่า “พี่สะใภ้ ท่านว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“ยังจะจัดการอย่างไรได้? ต้องดูก่อนว่าพวกเขาสองคนไปถึงขั้นไหนกันแล้ว…” เย่อวี๋หรานมองไปทางจูซื่อหู่
หลิวไป๋ฮวาไปหลบอยู่หลังจูซื่อหู่อีกครา ไม่มีความกล้าไปมองหน้าใครอีก กลัวว่าตนเองจะถูกตีอีกครั้ง
แม้จูซื่อหู่จะไม่กล้าขัดแย้งกับมารดาของเขา แต่ก็เวทนาหลิวไป๋ฮวา จึงกัดฟันฝืนใจเป็น ‘เทพผู้พิทักษ์’ ให้คนอื่นสักครา
“ซื่อหู่ เจ้าพูดมา พวกเจ้าถึงขั้นไหนกันแล้ว?” เย่อวี๋หรานถาม
“แค่…แค่พบหน้าไม่กี่ครั้ง”
“แค่เจอหน้ากันไม่กี่ครั้ง เจ้าก็ปกป้องนางถึงเพียงนี้?” เย่อวี๋หรานพูด “อีกทั้งเพื่อนางแล้ว แม้แต่การดูตัววันนี้ก็ยังไม่ดูตัว เจ้าพูดมาตามตรง พวกเจ้าจับมือกันแล้วหรือยัง?”
“พี่สะใภ้…” ครั้นจูซื่อเสิ่นได้ยินคำถามนั้นก็ร้อนใจขึ้นมา
ถ้าจับมือกันแล้วจริง ๆ ก็สะบัดไม่หลุดแล้วน่ะสิ?
เย่อวี๋หรานปรายตามองมา จูซื่อเสิ่นจึงได้แต่หุบปาก
“จับมือกันหรือยัง?” เย่อวี๋หรานถามต่อไป
จูซื่อหู่หน้าแดง “จับแล้วขอรับ”
“หอมแก้มกันหรือยัง?”
“หอมแก้มแล้วขอรับ”
“…” เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “ถึงขั้นหอมแก้มกันแล้ว ยังจะมาพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง? เจ้าคงไม่ได้สัญญากับนางว่าเจ้าจะแต่งนางด้วยกระมัง?”
คราวนี้จูซื่อหู่ไม