่อในวันรุ่งขึ้น
กลับเป็นงานลวกเส้นมันเทศที่หากช้าไปหนึ่งก้าว ปริมาณก็จะไม่พอ ตอนเย็นก็คงไม่ได้กินแล้ว
คราวนี้เย่อวี๋หรานให้พวกนางหาราวไม้ไผ่มาไว้สำหรับตากเส้นมันเทศ
แผ่นแป้งมันเทศขนาดเท่าถาดตากไว้บนราวไม้ไผ่ มองดูแล้วแปลกใหม่ทีเดียว
รอจนถึงตอนเที่ยง จูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็กลับมา เห็นสิ่งของที่เพิ่มมาในลานเรือนแล้วก็สงสัยว่าคืออะไร
“เจ้านี่คืออะไรหรือ? ทำไมเล็กขนาดนั้น?” จูซื่อขยับเข้ามาใกล้ กำลังจะยื่นมือออกไปสัมผัส
หลี่ซื่อเอาถาดออกมาตากก็รีบร้องห้ามไว้ “นี่ อย่าแตะนะ มือเจ้าสกปรก นั่นเป็นของกิน”
จูซื่อหดมือกลับมาทันควัน “อะไรนะ?! ของกิน?! ของกินอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?”
“วันนี้ท่านแม่เพิ่งสอนให้พวกข้าทำ เจ้าหิวแล้วใช่ไหม? ประเดี๋ยวข้าม้วนให้กินก่อนหนึ่งแผ่น”
จูซื่อมีสีหน้างุนงง
หลี่ซื่อบอกให้เขารีบไปล้างมือ ส่วนตนเองเดินกลับเข้าไปในครัว แผ่แป้งมันเทศในถาดลงบนเขียง ทาน้ำพริกเนื้อและพริกบดแล้วก็ม้วน เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
“มานี่ เจ้าลองชิมดู”
คนเป็นผู้หญิงย่อมจะสนใจสามีของตนเองมากหน่อยเป็นธรรมดา
หลี่ซื่อราวกับเพิ่งสังเกตว่าจูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ และจูอู่ก็อยู่ที่นั่นด้วย จึงบอกพวกเขาอย่างกระดากใจว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง น้องห้า ส่วนของพวกท่านอยู่บนเตาเจ้าค่ะ ถ้าอยากกิน ไปล้างมือแล้วไปชิมที่เตาได้เลย…”
ขณะที่พูดอยู่นั้น จูซื่อก็กัดคำแรกแล้ว
รสสัมผ