เป็นคนมาเก็บนี่นา?”
เย่อวี๋หรานนับจำนวนพริกที่เปลี่ยนเป็นสีแดงอยู่ในใจ
นางได้ยินว่ามีคนพูดกับตัวเอง จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ฝกตกมาหลายวัน เอาแต่อยู่ในเรือนก็อึดอัด ว่าง ๆ จึงออกมาเดินเล่น เจ้าก็ออกมาเก็บผักแต่เช้าเหมือนกันหรือ?”
“ใช่แล้ว พี่น้องจากบ้านเดิมข้ามาเยี่ยม ข้าว่าจะผัดผักเพิ่มสักหน่อย”
“อ้อ”
หญิงปากสว่างยังนึกว่าอีกฝ่ายจะถามต่อว่า ‘พี่น้องจากบ้านเดิมเจ้ามาทำอะไรหรือ?’
คิดไม่ถึงว่าคนเขาจะไม่สนใจสักนิด พลันรู้สึกว่าเสียหน้าทันใด
“ทำไมเจ้าไม่ถามว่าพี่น้องจากบ้านเดิมข้ามาทำอะไรเลยเล่า?”
เย่อวี๋หรานเงยหน้าเอ่ยตอบ “นั่นคือพี่น้องจากบ้านเดิมของเจ้า ไม่ใช่พี่น้องจากบ้านเดิมของข้าเสียหน่อย ข้าจะต้องสนใจทำไม?”
“ทำไมจึงไม่สนใจสักหน่อยเล่า? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้านะ” หญิงปากสว่างแสร้งทำทีเป็นลึกลับ หลอกล่อให้เย่อวี๋หรานเอ่ยปาก
เย่อวี๋หรานมองแล้วก็หมดคำจะพูด “เกี่ยวอะไรกับข้า? ข้าไม่รู้จักพี่น้องเจ้าเสียหน่อย”
“ทำไมจะไม่รู้จักเล่า? คราวก่อนตอนพี่น้องข้ามาเยี่ยม เจ้ายังเจอเข้าระหว่างทางอยู่เลยนี่?”
เย่อวี๋หรานพยายามค้นหาจากในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่มาแล้ว? ข้าจำไม่ได้แล้ว ในเมื่อที่เรือนเจ้ามีแขกก็รีบเก็บผักกลับไปเถอะ อย่าเอาแต่มาคุยกับข้าตรงนี้ เสียเวลา ระวังคนในเรือนจะรอจนร้อนใจเสียก่อน”
“ไม่เป็นไร เจอเจ้าก็ดีแล้ว ข้ามีธุระจะคุยกับเจ้าพอ