ได้โง่งมเกินไปนัก จึงไม่น่าจะทำอะไรผิดพลาดใหญ่หลวง
แต่เห็นได้ชัดจากเนื้อหาที่หลิวเอ้อร์เสิ่นพูดมา นางคงจะคิดในแง่ดีเกินไป
“เปล่าเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าล้วนแต่ฟังคนพูดมาแล้ว ไม่ได้มีเรื่องอันใดเจ้าค่ะ”
“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเร่งด่วน หลังกินข้าวเสร็จจะรีบวิ่งมาคุยกับข้าเช่นนี้หรือ? พูดมาเถอะ ตกลงว่ามีเรื่องอะไร ? พูดออกมาจากปากเจ้ากับได้ยินจากปากคนอื่น ทั้งสองทางล้วนต่างกัน แบบไหนข้าจะไม่พอใจ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี”
สีหน้าหลิวซื่อเหยเก นางรู้สึกว่านางไม่น่าปากมากวิ่งมาถามเรื่องนี้เลย
น่าเสียดายที่หากไม่มาถาม นางคงนอนหลับไม่สนิท
ก่อนหน้านี้ที่นางเอาของกลับไป ‘อวด’ ที่บ้านเดิม ผลคือถูกพี่ชายยุยง ไม่เพียงแต่แม่ของนางไม่ชมนาง แต่ยังบอกว่านางโง่เง่า เอาของมาเพียงแค่นี้ราวกับ ‘ส่งให้’ ขอทาน
ยามนั้นหลิวซื่อได้ยินก็เจ็บปวด “ข้าเอามาให้ขอทานเสียที่ไหนเจ้าคะ? ท่านแม่ ยามที่ลูกสาวกลับบ้านเดิม ข้าก็เอาของมาให้มากมายไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ท่านพูดเองว่ายามที่น้องสามกลับมา มีข้าที่เอาของมาให้ตั้งเยอะไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าบอกว่าน้องสามของเจ้าเอาของกลับมาน้อย สถานการณ์ของนางเป็นอย่างไร แล้วสถานการณ์ของเจ้าเป็นอย่างไร จะเอามาเทียบกันได้หรือ? แม่สามีเจ้าสร้างเรือนใหม่ ทั้งยังปลูกมันเทศหาเงินได้ตั้งมากมาย” แม่หลิวมีสีหน้าไม่แยแส รู้สึกว่าของที่ลูกสาวให้มานั้นราวกับเป็นของที่ “ไม่ต้องการ”
นางเป็นแม่คนหนึ่ง หากได้เพียงของที่ลู