าแล้ว ครอบครัวข้าคงได้สิทธิ์ปลูกมันเทศด้วยกระมัง?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไม่กล้าส่งเสียง
ตลกแล้ว ครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนตัดสินใจเรื่องรายนามผู้มีสิทธิ์ปลูกมันเทศ ถ้าพวกนางกล้าตัดสินใจแทนหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ปีนั้นก็คงไม่มีการแยกเรือนเกิดขึ้นแล้ว
กล่าวกันว่าเป็นครอบครัวพี่สะใภ้ใหญ่ที่ถูก ‘แยก’ ออกไป แต่ในบรรดาพี่น้องสามคน หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อ้างว่าตนเองให้กำเนิดหลานชายหลายคน ได้ที่นาไปมากกว่าราวสองหมู่ พวกนางก็ทำอะไรไม่ได้
ครั้นถึงยามแก่ตัว เสียเปรียบมาตั้งหลายปี คิดไม่ถึงว่าเมื่อถึงคราวลูกชายพวกนางดูตัวกลับต้องพึ่งพาบารมีของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เสียได้?!
กล่าวมาถึงจุดนี้ พวกนางสองคนรู้สึกจนใจยิ่งนัก
เห็นได้ชัดว่าหลิวเยี่ยนฉลาดกว่าจูซานจ้วงมากโข นางพูดคุยกับจูซานจ้วงพลางกางหูฟังโต๊ะข้าง ๆ ที่กำลังสนทนากันไปด้วย
ถึงอย่างไรตอนแรกคนที่ย่าของนางถูกใจก็ไม่ใช่จูซานจ้วง แต่เป็นครอบครัวอื่น แต่เรื่องมันเทศที่ลือออกมาจากหมู่บ้านสกุลจูนั้นดึงดูดความสนใจผู้คนยิ่งนัก กระทั่งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านของพวกนางยังหวั่นไหว ขณะที่ครอบครัวหลิวเต๋อเซิงที่เป็นดองกับครอบครัวจูเหล่าโถวยังได้สิทธิ์ปลูกมันเทศในปีแรกมาง่าย ๆ ทำให้คนในครอบครัวนางตาร้อนกันไม่น้อย อยากกินน้ำแกงด้วยสักคำ
หลิวเยี่ยนตระหนักดีว่าเรื่องระหว่างนางกับจูซานจ้วงจะลุล่วงหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับว่า ‘การค้าขาย’ รายนี้จะสำเร็จลงด้วยด