“เอาล่ะ หวังว่าจะได้พบคุณในเร็ว ๆ นี้…”
เสียงแหบพร่าของวาทยกรดังก้องอีกครั้ง ริมฝีปากของมันฉีกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสยดสยองชวนขนหัวลุก ผมทำเพียงแค่จ้องมองมันก่อนจะค่อย ๆ หันศีรษะกลับมามองด้านหลัง
ปัง!
ประตูโรงละครเปิดกระแทกออกทันทีที่ผมลุกจากที่นั่ง
แต่ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้า—
“ก่อนจะไป ผมมีเรื่องอยากเตือนคุณเอาไว้สักอย่าง”
ผมหยุดชะงักและเม้มริมฝีปาก
คราวนี้มันต้องการอะไรล่ะ?
‘อย่าบอกนะว่ามันเปลี่ยนใจ แล้วฉันจะทำยังไง…?’
ความคิดเริ่มฟุ้งซ่าน แต่คำพูดถัดมาของวาทยกรกลับทำเอาผมประหลาดใจ
“ผม… สัมผัสได้ถึงตัวตนชั่วช้าในดินแดนที่คุณอยู่ ผมขอแนะนำให้คุณระวังตัวไว้หน่อยก็ดี เพราะมันไม่ใช่พวกที่ใจดีหรือคุยด้วยเหตุผลได้”
อะไรน่ะ?
ความคิดภายในหัวหมุนติ้ว
มันพยายามจะบอกอะไรกันแน่?
หรือว่า—
“คุณควรรีบไปก่อนที่ผมจะนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองดีกว่านะ”
เสียงของวาทยกรปลุกผมให้สะดุ้งออกจากภวังค์ ท่อนขาของผมขยับไปเองโดยสัญชาตญาณ
“…..”
ดวงตาทุกคู่ในโรงละครยังคงจับจ้องตัวผม แต่ผมเมินพวกมันและมุ่งหน้าไปสู่ประตู ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดของวาทยกร… คำเตือนของมัน
หมายถึงอะไรกันแน่?
ถึงขนาดตัววาทยกรเอง ยังพูดอะไรแบบนั้นออกมา…
ผมรู้สึกเคร่งเครียดขณะใคร่ครวญคำพูดของมัน จนกระทั่งไปถึงทางออกในที่ส