สั่นสะท้านเมื่อเห็นภาพนั้น
คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นเพราะความประหม่า
‘เขามาแล้ว’
หัวสมองมีอยู่แผนหนึ่ง
ผมแค่ต้องลงมือทำให้สำเร็จ
มันจะต้องได้ผล
และแล้ว…
ร่างนั้นก็หยุดลง
ความเงียบงันเข้าปกคลุม
“…..”
ศีรษะของมันหันมาเผชิญหน้ากับผมอย่างเชื่องช้า
ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ แต่ในเวลาเดียวกัน… ผมก็ไม่กล้าละสายตาไปจากมัน
ผมจ้องกลับโดยไม่แสดงอาการหวาดกลัวใด ๆ
อย่างน้อย… ผมจะพยายามไม่แสดงมันออกมา
‘ตราบใดที่ฉันยังไม่อ้วกพุ่ง ทุกอย่างจะโอเคเอง’
ตอนนี้สภาพผมใกล้จะอาเจียนออกมาแล้วจริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรักษาความนิ่งเอาไว้ได้ เพราะผมพอจะคาดการณ์เรื่องแบบนี้ไว้บ้างแล้ว เหลือแค่รอให้มันเกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้ ผมจึงเตรียมการสำหรับรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันเรียบร้อย
แถมผมยังรู้จุดอ่อนของมันด้วย
‘ฉันต้องทำได้สิ’
ฝ่ามือกำหมัดแน่นอยู่เงียบ ๆ
และแล้ว—
เสียงฉีกขาดน่าสะอิดสะเอียนดังระงมไปทั่วทั้งโรงละคร รอยเย็บบนใบหน้าของวาทยกรปริแยกออกจากกัน บังคับให้ปากของมันคลี่ออกเป็นรอยยิ้มแสยะดูวิปริตผิดธรรมชาติ
“ผม… รออยู่พอดี”
ทุกส่วนภายในร่างกายสั่นระริกทันทีที่เสียงของมันกระทบถึงแก้วหู
มันเกือบจะเหมือนเสียงกระซิบ เสียงกระซิบอันเลือดเย็น
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ฝ่ามือยึดพนักวา