ะเรา?”
หานหานตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ให้บรรพบุรุษแน่นอนค่ะ! หนูไม่ดื่มสไปรท์หรอกนะ”
ซู่เป่าทำหน้าเหมือน ‘ฉันมองทะลุพี่หมดแล้ว’ พลางเอ่ยขัด “พี่หานหาน พูดแบบนี้พี่เชื่อตัวเองจริง ๆ เหรอคะ?”
เด็กหญิงตัวแสบส่ายหน้าด้วยความซื่อสัตย์ ทุกคนอดไม่ได้จึงหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเห็นความเดียงสาของเด็ก ๆ ความหนักอึ้งในใจก็มลายหายไปทีละน้อย
คุณนายซู, คุณนายเฒ่าซู, ซูเฉาหยุน, ซูจื่อหลิน และ หานหาน นั่งรถคันเดียวกัน
ส่วนซู่เป่านั่งรถไปกับคุณลุงคนอื่น ๆ เนื่องจากเป็นรถรุ่นฐานล้อยาว จึงใช้รถเพียงสองคันก็เพียงพอสำหรับทุกคน
ระหว่างการเดินทางอันแสนเงียบสงบ ซูอีเฉินพลันเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ซู่เป่า… โลกของคนตายเป็นอย่างไรบ้างลูก? แล้วหลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้ว พวกเขาต้องเดินทางไปเกิดใหม่กันด้วยวิธีไหนหรือ?”
ลึก ๆ ในใจของคุณลุงใหญ่นั้นยังคงอดห่วงไม่ได้ว่า หลังจากน้องสาวจากไปแล้วเธอต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง และบัดนี้ดวงจิตของเธอจะเดินทางไปถึงหนแห่งใดแล้ว…
ซู่เป่าซึ่งกำลังง่วนกับการหยอกล้อ คุณปู่เต่าในมือน้อย ๆ เมื่อได้ยินคำถามก็เอียงคอทำท่าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยตอบเสียงใสว่า “เรื่องนี้มันยาวเหยียดเลยค่ะคุณลุง งั้นซู่เป่าไม่เล่าดีกว่า!”
บรรดาคุณลุงทุกคนที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจถึงกับนิ่งอ้างว้าง
‘ยัยหนูไปจำนิสัยขี้เกียจเล่าแบบนี้มาจากใครกันนะ?’
สายตาของคุณลุงทุกคนพลันตวัดไปมองมู่กุยฝานที่กำลังทำหน้าที่สารถีอย