หรอ?”
“อื้อ! อาจารย์บอกมาค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ” ซู่เป่าพยักหน้ายืนยัน “อาจารย์ยังบอกว่าด่านที่สิบสองคือแท่นดอกบัว เป็นที่ประทับของพระกษิติครรภ์เวลาแสดงธรรมในนรก แต่ผีที่สามารถฝึกวิชาได้นั้นมีน้อยนิดนัก ส่วนใหญ่ทำได้เพียงสะสมบุญบารมีอยู่ในโลกวิญญาณเท่านั้นค่ะ”
พี่น้องตระกูลซูต่างนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
‘โลกใบนี้… ช่างแตกต่างจากภาพจินตนาการของพวกเขาโดยสิ้นเชิง’
ซูอิงเอ๋อร์เห็นว่าเริ่มออกนอกเรื่องไปไกลจึงรีบดึงหัวข้อกลับมา “เมื่อครู่หนูยังไม่ได้พูดถึงสถานีที่สิบเลยนะ”
“สถานีที่สิบก็คือศาลาเครื่องเซ่นไหว้ค่ะ!” ซู่เป่าตอบเสียงใส “พวกกระดาษเงินกระดาษทองที่คนในโลกมนุษย์เผาไปให้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มือถือ บ้านหรู หรือเสื้อผ้า ทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ที่นี่ค่ะ”
มู่กุยฝานเลิกคิ้วขึ้นแล้วนึกขัน “ฟังดูเหมือนที่ทำการไปรษณีย์เลยนะ?”
‘คนเป็นส่งของผ่านกองไฟ คนตายรอรับพัสดุอยู่ศาลาเครื่องเซ่น’
‘นี่มันศูนย์กระจายสินค้าด่วนแห่งปรโลกชัด ๆ’
ดวงตาของซู่เป่าพลันเป็นประกาย “คุณพ่อฉลาดจังเลยค่ะ!”
‘ช่างเปรียบเทียบได้ถูกต้องแม่นยำที่สุด!’
เด็กน้อยแกว่งเท้าน้อย ๆ พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ด่านสุดท้าย ด่านที่สิบสาม คือผาหวนวิญญาณ หน้าผามีศิลาสามชาติ สะพานทองเงิน คุณยายเมิ่งนั่งอยู่หัวสะพาน ดื่มน้ำซุปของเธอแล้ว ก็ไปเกิดใหม่ได้ค่ะ”
ซูอิงเอ๋อร์อดไม่ได้จึงเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้ว… แม่ของหนูล่ะ ไปเกิดที่ไ