นจะเนินไก่ทองซึ่งฟังดูประหนึ่งเทือกเขามหึมานั่นอีก ตามคำบรรยายของซู่เป่า น้องสาวเขาต้องใช้เวลาเดินเท้าเนิ่นนานเพียงใดกัน?
ที่แท้… ก่อนจะได้เป็นดวงวิญญาณที่สงบสุข เธอต้องตรากตรำผ่านภยันตรายมามากมายถึงเพียงนี้
มิน่าเล่าโบราณถึงว่าไว้ หมาร้ายปราบผีร้าย ผีกลัวไก่ เลือดหมาดำสยบอาถรรพ์…
ซู่เป่ายังคงเล่าเจื้อยแจ้วต่อไป “สถานีที่หกคือหมู่บ้านผีป่าค่ะ จะมีพวกวิญญาณเร่ร่อนซึ่งถูกหมาร้ายฉีกทึ้งแขนขาจนขาดวิ่น พวกมันจะซุ่มคอยดักบรรดาดวงวิญญาณมาใหม่ที่มีอวัยวะครบถ้วน เพื่อชิงช่วงชิงแขนขาไปสวมใส่แทนส่วนที่ขาดหาย ก่อนมุ่งหน้าเดินทางต่อ”
“สถานีที่เจ็ดคือวังลืมเลือน ต้องดื่มน้ำลืมเลือนเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริง จากนั้นก็ถึงสถานีที่แปดคือเมืองเฟิงตู ที่นั่นจะมีเจ้าแห่งนรกทั้งสิบเป็นผู้ทำการสอบสวน…”
พูดถึงตรงนี้ซู่เป่าพลันชะงักไปครู่หนึ่ง
‘อืม… ทำไมเวลาพูดถึงด่านนี้ เธอถึงได้รู้สึกคุ้นเคยเหลือเกินนะ?’
ซูจิ่นโม่กำลังรัวนิ้วบันทึกข้อมูลลงในโทรศัพท์เอ่ยถาม “แล้วสถานีที่เก้าล่ะ?”
“สถานีที่เก้าคือนรกสิบแปดขุมค่ะ คนที่มีบาปหนาต้องไปที่นั่น ส่วนคนไร้บาปจะข้ามไปสถานีที่สิบเอ็ด คือป้อมปราการแดนผี บรรดาวิญญาณมักใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นกันค่ะ! บ้างก็รอจนกว่าจะหมดอายุขัย บ้างก็เร่งสะสมบุญ หรือไม่ก็ฝึกวิชา… เมื่อใกล้ถึงเวลาสิ้นอายุผี ก็จะไปรับใบสั่งเกิดใหม่จากศาลที่สิบค่ะ”
ซูโล่วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “มีการฝึกวิชาด้วยเ