็จะถึงสถานีที่สาม… หอคอยโหยหาบ้านเกิด เมื่อยืนอยู่บนนั้น จะมองเห็นบ้านเกิดเมืองนอนได้จากระยะไกล ทว่ากลับไม่มีหนทางให้กลับไปได้อีกแล้ว”
ซูอิงเอ๋อร์ดวงตาเริ่มแดงก่ำอย่างเงียบเชียบ เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ในห้วงความคิดของเขาพลันปรากฏภาพน้องสาวยืนโดดเดี่ยวบนหอคอยสูงเสียดฟ้านั้น เฝ้ามองดูเหล่าพี่ชายและพ่อแม่ที่รักเธอสุดหัวใจ ทว่ากลับไม่อาจเอื้อมมือไปสัมผัสหรือกลับมาหาได้เลย…
เขานึกภาพดวงวิญญาณที่ต้องหันหลังกลับด้วยความโศกเศร้า ก่อนออกเดินเท้าต่อไปเพียงลำพัง
“แล้ว… สถานีต่อไปล่ะ?” น้ำเสียงของซูเยว่เฟยฟังดูแห้งผากราวกับขาดน้ำ
ซู่เป่ายังคงเขี่ยเล็บเล่นกับคุณปู่เต่า “สถานีที่สี่คือเนินหมาร้ายค่ะ ส่วนสถานีที่ห้าคือเนินไก่ทอง พวกหมาร้ายที่นั่นดุมากเลยนะ มันไม่ยอมปล่อยเหยื่อจนกว่าจะกระชากขาของวิญญาณไปได้ข้างหนึ่ง ส่วนเนินไก่ทองก็ทั้งยาวทั้งสูง ต้องปีนป่ายจากหลังไก่ไปจนถึงหงอนไก่โน่นเลย… พ้นจากภูเขาไก่ทองไปได้ถึงจะเข้าสู่เมืองเฟิงตูค่ะ”
มู่กุยฝานทนฟังต่อไม่ไหวจึงโพล่งขัดขึ้น “พวกคุณควรพอแค่นี้เถอะ”
เขาเหลือบมองกระจกหลัง เห็นแต่ละคนสีหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้กันหมดแล้ว
ซูอิงเอ๋อร์กัดฟันสวนกลับเสียงพร่า “คุณไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด…”
น้องสาวของเขาเป็นคนละเอียดอ่อน จะหยิบจับสิ่งใดก็ระมัดระวังไปเสียหมด มิหนำซ้ำยังหวาดกลัวสุนัขเป็นที่สุด แต่เธอกลับต้องก้าวผ่านสถานที่น่าสยดสยองเช่นนั้นเพียงลำพัง
ไห