อนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
‘ไม่ใช่ว่าพวกเขาไร้ความสามารถ แต่การวิดพื้นติดต่อกันหนึ่งพันครั้งมันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้จริง ๆ’
‘คุณแม่นี่โหดขิง ๆ บทจะลงโทษก็จริงจังจนน่าขนลุก!’
มู่กุยฝาน หันกลับมามองพวกเขาทีหนึ่ง แววตาไม่ปิดบังความดูถูกแล้วพึมพำ “อ่อนหัดจริง ๆ”
ซูอิงเอ๋อร์ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ
‘ไอ้เจ้า… มู่กุยฝาน!’
ณ โต๊ะอาหารเช้า บรรดาคุณลุงทั้งหลายต่างพยายามควบคุมมือที่สั่นระริกของตน เพื่อจับตะเกียบให้มั่น โดยเฉพาะซูอิงเอ๋อร์ที่หิวโซจนหน้ามืด แม้มือจะยังสั่นพั่บ ๆ ไม่หยุด แต่เขาก็ยังฝืนตักอาหารเข้าปากเอาเป็นเอาตาย จนตะเกียบในมือกระทบกับขอบชามเสียงดัง ‘กัง ๆ ๆ’ ฟังดูวุ่นวาย
ซู่เป่าจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงพลางเบิกตากว้าง “คุณลุงห้า… ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
“ลุง… ไม่… เป็น… ไร… จริง ๆ นะ… หลาน…”
ซู่เป่า จ้องมองคุณลุงห้าด้วยสายตาเวทนาสงสารจับใจ
‘ยังอายุแค่นี้แท้ ๆ แต่กลับต้องมาเป็นโรคคนแก่เสียแล้ว…’
ในความทรงจำของเธอ มีเพียงคนชราบางคนหรือไม่ก็พวกผีคนแก่บางตนเท่านั้นที่มีอาการมือสั่นพั่บ ๆ เช่นนี้ เด็กน้อยคีบมะเขือม่วงผัดขึ้นมาหนึ่งชิ้นก่อนเอ่ยปลอบเสียงหวาน “คุณลุงขา ซู่เป่าป้อนให้นะคะ! ลุงห้าไม่ต้องกังวลไปนะ ต่อไป ซู่เป่าจะดูแลคุณลุงให้ดีที่สุดเลย!”
ซูอิงเอ๋อร์ถึงกับตื้นตันใจจนเนื้อเต้น
ครั้นได้ลิ้มรสอาหารที่หลานสาวตัวน้อยบรรจงคีบป้อนให้ เขาก็รู้สึกว่ามะเขือม่วงชิ้นนี้ช่าง