ถามขึ้น “มีตรงไหนไม่ถูกอย่างนั้นหรือ?”
ซูจิ่นอวี้มองดูลูกสาวที่มีตะกร้าสานครอบหัวอยู่จนมุมปากกระตุก “พี่รองคะ หาอะไรมารองให้มันตั้งขึ้นหน่อยเถอะค่ะ แบบนี้มันจะทับหน้าเธอเอา!”
“อืม… จริงด้วย” ซูจื่อหลินพยักหน้ารับ
ซูอิงเอ๋อร์รีบถอดรองเท้าแตะส่งให้ “เอาอันนี้สิ เอาไปรองไว้!”
บรรดาพี่ชายเบิกตาโพลงตะโกนพร้อมกัน “ไปให้พ้นเลย!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะจนหน้าเกร็ง “พี่ห้า! พี่กล้าดียังไงเอารองเท้ามาแกล้งหลานเนี่ย? ถ้ารองไม่อยู่แล้วมันหล่นลงบนหน้าซู่เป่า ยัยหนูไม่ต้องนอนดมกลิ่นเท้าเหม็น ๆ ของพี่ไปทั้งคืนเหรอ!”
ซูอิงเอ๋อร์แก้เก้อเสียงอ่อย “เท้าพี่ไม่ได้เหม็นสักหน่อย…”
ซูอี้เชินขยับขาข้างหนึ่งออกไปให้ซู่เป่าพิงไว้ แล้วจึงเอาตะกร้าพาดวางไว้บนขาของเขาแทน “ใช้ขาพี่รองไว้ก่อนแล้วกันครับ อีกเดี๋ยวพอจะกลับค่อยอุ้มเธอเข้าไป”
ซูจิ่นอวี้พยักหน้าเห็นดีด้วย เธอสูดอากาศเย็นสดชื่นเข้าปอดพลางพรั่งพรูความรู้สึก “เฮ้อ… กลิ่นเหล้านี่หอมจริง ๆ เลยนะ”
ซู่เป่านอนดิ้นตามประสาเด็กจนเท้าไปโดนตะกร้ากระเด็นเสียงดังโครม ซูอี้เชินจึงเปลี่ยนใจอุ้มเธอขึ้นมาแนบอกแทน
เวลาผ่านไปสักพัก ซูอีเฉินก็รับหลานสาวไปอุ้มต่อ และถัดจากนั้นไม่นาน ซูจื่อหลินก็รับหน้าที่ต่อเป็นทอด ๆ
บรรดาลุงทั้งหลายต่างผลัดกันอุ้มดวงใจของบ้านอย่างทะนุถนอม พวกเขาไม่ยอมวางเธอลงดินเลยแม้แต่น้อย แม้เหล้าจะหมดไหไปนานแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครยอมลุกไปไหน
เมื่อได้หวนกลับมาพ