ู จึงค่อย ๆ หันหลังแล้วเดินจากไป
เวลาล่วงเข้าสู่ยามดึกสงัด ทุกคนต่างค่อย ๆ จมสู่นิทราไปโดยไม่รู้ตัว ซู่เป่าขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของซูอี้เชิน เริ่มพลิกตัวกางแขนกางขาราบไปกับพื้นกระจก พลางนอนกรนครืดคราดเหมือนลูกหมูน้อยไม่มีผิด
ในจังหวะนั้นเอง เข่งไม้ไผ่ที่เคยพาดอยู่บนขาของซูอี้เชินก็ไถลหล่นลงมา หมุนวนไปรอบหนึ่งก่อนครอบลงบนศีรษะของซู่เป่าได้ประจวบเหมาะ
เมื่อแสงรุ่งอรุณสีขาวนวลเริ่มปรากฏสู่ขอบฟ้า คุณนายซูก็ตื่นขึ้นมาตามความชินชา “เฮ้อ คนแก่แล้ว ก็นอนได้ไม่เท่าไหร่จริง ๆ”
เธอมองไปยังสามีที่ยังคงหลับอุตุ แล้วพึมพำบ่นจึงถือโอกาสยื่นเท้าไปสะกิดเตะเขาทีหนึ่ง ทว่าฝ่ายสามีกลับเพียงแค่พลิกตัวแล้วนอนต่อหน้าตาเฉย
การนอนของเขาเป็นระบบระเบียบเสมอมา สิบทุ่มบอกจะนอนก็นอนทันที พอถึงหกโมงครึ่งนาฬิกาปลุกดังเขาก็จะลุกพรวดขึ้นมาแบบไม่มีงัวเงียแม้แต่นิดเดียว
หญิงชราชำเลืองมองนาฬิกา เพิ่งหกโมงเช้า ยังพอมีเวลา เธอจึงลุกขึ้นแต่งตัวแล้วตรงไปยังห้องของซู่เป่า ตามนิสัยที่ต้องแอบเปิดประตูเข้าไปดูหลานสาวก่อนเป็นอันดับแรก ปกติแล้วเธอจะคอยดูว่ายัยหนูเตะผ้าห่มทิ้งหรือไม่ เพราะอากาศตอนเช้ามักจะเย็นจัด
และไม่ว่า ซู่เป่าจะหนาวจริงหรือไม่ เธอก็มักจะรู้สึกไปเองเสมอว่าหลานสาวต้องหนาวแน่ ๆ…
แต่ทันทีที่มองเข้าไปในห้อง ซู่เป่า กลับหายไป!
หัวใจของผู้เป็นยายกระตุกวูบ ร้องอุทานอย่างตกใจ “ซู่เป่าหายไปไหน?!”
เธอรีบร้อนไปเปิดประตูห้อ