ตะโกนโวยวายเสียงดังขนาดนี้ได้ ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยพยุงเลยสักนิด
“……” ซูอิงเอ๋อร์ลูบจมูกตัวเองแก้เก้อแล้วลุกขึ้นยืน บ่นพึมพำกับตัวเองว่า “น้องชายมันก็ไร้ค่าอย่างนี้แหละ!”
ชายหนุ่มสะบัดก้นและลูบผมให้เข้าทรง ก่อนปีนขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ซู่เป่าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
หลังคาห้องกระจกเป็นกระจกนิรภัยทั้งหลัง ชนิดกันกระสุนกันระเบิด เมื่อกลุ่มคนนั่งลงจึงดูราวกับกำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศ มองขึ้นไปบนสรวงสวรรค์จะเห็นพระจันทร์ทอแสงสว่างนวลตา ท่ามกลางหมู่ดาวประปรายบนท้องฟ้าสีครามสะอาดตาและสงบนิ่ง
“อา… นานมากแล้วที่ไม่ได้ดูพระจันทร์แบบนี้”
ซูจิ่นอวี้เอนกายลงนอนแผ่ไปบนพื้นกระจกพลางมองดูดวงจันทร์ มุมปากระบายยิ้มบาง ๆ อย่างมีความสุข
ซู่เป่านอนลงตามแม่ เธอวางตุ๊กตากระต่ายไว้ข้างกาย จัดแจงกางแขนขาและหูของมันออกก่อนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นอนราบ นอนราบ!”
ซูจิ่นอวี้หลุดหัวเราะพรืด “ใครสอนคำว่านอนราบให้หนูเนี่ย?”
ซู่เป่าขยับตัวเข้าไปซุกอกผู้เป็นแม่แล้วตอบเสียงหวาน “พ่อสอนไงคะ!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะเยาะในใจ ‘ช่างสอนอะไรกันเนี่ย!’
ซูอีเฉินเริ่มจัดแจงสร้าง ‘แท่นบูชาเล็ก ๆ’ ขึ้นด้านข้าง เขาวางขนมที่ซูจิ่นอวี้อยากทาน ทั้งมันฝรั่งทอดรสกุ้ง ขนมขบเคี้ยวอื่น ๆ และเค้กชิ้นเล็ก ก่อนรินเหล้าใส่แก้วจนเต็ม จากนั้นเขาก็ทำการจุดธูปสามดอก
ซูจิ่นอวี้ได้กลิ่นเหล้าหอมหวนก็รีบลุกขึ้นมาทันที “ว้าว เหล้าอะ