ก ฉันเองค่ะ!”
เธอโผเข้ากอดไหล่พี่ใหญ่ก่อนหัวเราะอย่างมีความสุข “พี่ใหญ่เห็นไหมคะ? ในที่สุดฉันก็หลอกคนจนวิ่งหนีไปได้ไกลถึงสามลี้แล้ว!”
ซูอี้เชินมองดูซูจิ่นอวี้ที่กำลังหัวเราะร่า ในดวงตาของเขาฉายแววเอ็นดูและสงสารน้องสาว ทว่ายังคงรักษาบทบาทด้วยการอ้าปากค้างแสร้งทำท่าตกใจ “นี่น้องเองเหรอ?!”
ซูจิ่นอวี้ตอบกลับทันควัน “ใช่แล้ว ฉันเองค่ะ!”
เมื่อความจริงเฉลย ซูอี้เชินจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเหนื่อยหน่ายในทันที
ขณะนั้นซูอิงเอ๋อร์และซูโล่วเดินออกมาจากห้องเก็บเหล้า พี่ชายคนที่ห้าอุ้มไหเหล้ามาแนบอก โดยมีซูโล่วเดินตามต่อว่าไม่หยุดปาก “แกนี่มันน่านักนะซูอิงเอ๋อร์ เหล้าที่ฉันอุตส่าห์ซ่อนไว้ แกยังกล้าแอบไปจิบตั้งสองอึก!”
“โธ่ แค่อึกเดียวเอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะแหะ ๆ
ซูโล่วส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอพลางถือจานถั่วลิสง ขนมขบเคี้ยว และเค้กชิ้นเล็ก ๆ ตามมา
ซูจิ่นอวี้เกาะราวบันไดพลางโบกมือหยอย ๆ “พี่สี่ มีกุ้งรสไก่งวงไหมคะ? ฉันอยากกินอันนั้น!”
ซูโล่วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นน้องสาวโบกมือให้เขาจากชั้นบนเหมือนสมัยตอนเธอยังเป็นเด็กไม่มีผิด
ภาพจำในอดีตผุดขึ้นมา… ตอนเธอยังเล็ก เธอมักชอบเกาะราวบันไดแล้วมุดหัวลอดออกมานอกซี่กรง จนคุณพ่อคุณแม่ตกใจแทบสิ้นสติ ถึงขั้นต้องตามช่างมาปรับช่องว่างราวบันไดให้แคบลงในคืนนั้นเพื่อความปลอดภัย
แม้ตอนนี้เธอจะโตขึ้นและอยู่ในฐานะดวงวิญญาณ แต่ท่าทางเหล่านั้นยังคงดูเหมือนเด็ก