คนเดียวมันเหงาจะตายอยู่แล้ว…”
ซูอี้เชินเริ่มได้สติ แม้จะไม่เห็นใบหน้าใต้เส้นผมนั้น แต่เขาก็จำน้ำเสียงนี้ได้ทันที
‘นี่คือน้องสาวของเขา ซูจิ่นอวี้’
แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมองเห็นเธอได้ในตอนนี้ แต่ดูจากท่าทางขี้เล่นนั่นแล้ว เธอคงกำลังสนุกกับการแกล้งผีหลอกคนอยู่แน่ ๆ…
ซูอี้เชินจึงตัดสินใจร่วมสนุกด้วยการแผดเสียงร้องโวยวาย แกล้งทำเป็นตกเตียงแล้วพรวดพราดวิ่งออกไปนอกห้อง
“ผี! ผีหลอก! ช่วยด้วยยย!”
ซูจิ่นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ‘เอ๊ะ? พี่เล็กกลัวจนวิ่งหนีจริง ๆ เหรอเนี่ย!’
เธอรีบตามไปอย่างตื่นเต้นพลางเปล่งเสียงหัวเราะ “ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ” ข่มขวัญไล่หลัง
ซูอีเฉินกำลังเดินไปตามน้องชายคนเล็กพอดี ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกพร้อมร่างซูอี้เชินที่วิ่งหน้าตั้งออกมา “ช่วยด้วย! มีผี!”
ซูจิ่นอวี้ลอยตามมาติด ๆ พร้อมกลั้นขำ “ฉันตายอย่างทรมานเหลือเกิน… ข้างล่างนั้นมันหนาวเหน็บและอ้างว้าง… พี่ชายมาอยู่เป็นเพื่อนฉันเถอะนะ…”
“อ๊ากกกก!”
ซูอีเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบยกมือขึ้นบีบสันจมูกตัวเองด้วยความปวดหัว จึงก้าวเท้าเข้าไปขวางซูจิ่นอวี้เอาไว้ “พอได้แล้ว อย่าเล่นซนจนคุณแม่ตื่นขึ้นมาล่ะ”
จากนั้นเขาจึงหันไปเอ่ยสมทบให้เข้ากับบรรยากาศการไล่ผี “เจ้าแปด… กลับมาเถอะ นั่นน่ะ จิ่นอวี้เอง”
ซูอี้เชินจึงยอมหยุดวิ่งหนีแล้วยืนหอบหายใจแฮกด้วยความเหนื่อยล้า “พี่… มีผีจริง ๆ นะพี่ใหญ่!”
ซูจิ่นอวี้หัวเราะร่าพร้อมกับปัดผมที่ปิดหน้าออก “พี่เล็