ุ่งเข้าชนเต็มเปา จนเธอพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
‘น่าปวดหัวจริง ๆ!’
เธอเคยเตือนพ่อกับแม่แล้วว่า อายุตั้งสี่สิบห้าสิบกันแล้วจะยังมีลูกคนที่สองไปทำไม
‘ดูสิ… ออกมาแต่ละคนไม่มีใครคุมอยู่เลยสักนิด!’
ปกติเด็กคนอื่นเวลาล้มคว่ำหรือบาดเจ็บ อย่างน้อยก็ต้องมีร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจกันบ้าง
ทว่ากู้เซิ่งเสวี่ยกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เธอก็จ้องมองหน้าพยาบาลด้วยแววตาเรึยบเฉยเสียจนน่าตกใจ
พออายุได้เพียงขวบเดียวก็ใจกล้าถึงขั้นปีนออกจากเปลด้วยตัวเอง ต่อให้ตกลงมาเจ็บตัวแค่ไหน เด็กคนนี้ก็แค่ยันกายลุกขึ้นยืนใหม่เงียบ ๆ โดยไม่มีหยาดน้ำตาให้เห็นสักหยด
กู้ชีชีเติบโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นน้องสาวแท้ ๆ ร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียว…
“เฮ้อ น่าปวดหัวชะมัด! ทำไมถึงไม่น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนซู่เป่าบ้างนะ… เด็กตัวแค่นี้แท้ ๆ แต่กลับทำหน้าเคร่งขรึมเย็นชาอยู่ได้ตลอดเวลา”
อีกด้านหนึ่ง ซูโล่วเพิ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซู
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า บนฝากระโปรงท้ายรถมีรอยเท้าคู่หนึ่งประทับอยู่…
ซู่เป่าเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว ซูโล่วจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องนอนของหลานสาว วางช่อตุ๊กตาหมีไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กหลับปุ๋ยจนแก้มแดงปลั่ง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบจมูกเล็ก ๆ นั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว
“เด็กน้อย ฝันดีนะ”
ในจังหวะนั้นเอง…
ซูจิ่นอวี้ที่ยืนดูอยู่ข้างหลังก็